ความมหัศจรรย์ของ….ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะทะ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ อาจเป็นเกมบิ๊กแมตช์ที่แฟนบอลติดตามกันเยอะที่สุดอีกคู่หนึ่งในสัปดาห์นี้
ก่อนแข่งขันเจ้าบ้านอยู่ชั้นที่ 6 มี 21 คะแนนจาก 14 นัด ส่วนสเปอร์สทีมเยี่ยม 27 คะแนน แต้มห่างกัน 6 ก็จริงแต่ทีมยี่ห้อไก่มองดูบนมากกว่าด้านล่าง พวกเขาไล่ตามแมนฯ ซิตี้ 3 แต้ม ถ้าหากเรือใบผิดนัดพบเลสเตอร์ ซิตี้ (ซึ่งฟอร์มแชมป์หายไป) แล้วไก่บุกชนะผี พวกเขายังคงมีความหวังในการร่วมลุ้นแชมป์และก็พื้นที่ ชปล.อยู่ด้วยเหมือนกัน
แต่ทว่า…มันอาจไม่ง่ายอย่างที่คิดกันไว้แน่
สถานการณ์ตอนนี้ผ่านหนึ่งในสามของระยะทางผมคุยกับพี่ บอำเภอบู๋ หัวหน้าเด็กผี ซึ่งคงจะพอเป็นตัวแทนคำตอบได้มากพอเหมาะพอควรเรื่องของกระบวนการเล่นของทีมและก็ฟอร์ม ซึ่งพี่ บอำเภอบู๋ บอกว่า
"เมื่อไรจะปิดฤดูกาลซะครั้งวะ"
หากว่ากระบวนการเล่นในสี่ห้านัดหลังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การนำทีมของ โชเซ่ มูรินโญ ผู้ครอบครองสมญานาม "The Special One" จะดีขึ้น แต่ผลแข่งขันยังไม่มา เป็นบอลมีทรงและก็มองเกิดเรื่องราวกว่า (คือมีความสนุกสนานร่าเริง) คุณครูหฝ่าส์ และก็ เดวิส มอยส์ แต่ผลแข่งขันไม่มาตามนัดแถมยังทำสถิติแง่ลบให้สื่อและก็แฟนบอลคู่ปรับนำมาล้ออีก
อย่าง มูรินโญ่ ไทม์…เป็นชอบเสียประตูช่วงท้ายเกม อันแตกต่างจาก "เฟอร์กี้ ไทม์" ที่ได้ประตูท้ายเกมและก็ชอบบีบคั้นผู้ตัดสินหัวข้อการทดเวลาได้ดี
เหมือนงานจะล้ำหน้าแต่ยังไม่ก้าว ยังอยู่กับที่ จนถึงทำให้สื่อก็เอามาล้อเลียนสมญานาม มูรินโญ่ ว่าในตอนนี้เขาเป็น The Special Once….แผลงมาจากสเปนเชียล วัน หรือคนพิเศษ เป็นครั้งหนึ่งเคยพิเศษ
การเจอกับสเปอร์สในเกมนี้สม่ำเสมอจากยูโรปา ลีก เช่นเดียวกันกับ แชมเปี้ยนส์ ลีก ปมที่คาใจบางส่วนในหมู่แฟนผีอย่างเช่นว่า เพราะเหตุใดไม่จัดตัวที่เล่นดีใน ชปล. เมื่อครั้งถล่มเฟเยนูร์ด มาใช้กับพรีเมียร์ลีก มีการสลับตัวแบบโรเตชั่น
เหมือนจะได้โอกาสชุดแรกและก็แนวทางที่พอดีแต่กลับยังไม่สามารถต่อยอดไปข้างหน้าได้อีก
นัดนี้น่าติดตามว่า มูรินโญ่ จะจัดตัวแบบไหน แต่ผมคิดว่าพอมีคำตอบบ้างแล้วว่าเขาจะเลือกใครลงไปในสนาม
ก่อนแข่งขันไม่เคยรู้ว่า มูรินโญ่ กระตุ้นผู้ร่วมทีมเช่นไร…แต่ในยุคเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นั้น เขาชอบบอกนักฟุตบอลอยู่เสมอเมื่อจะต้องเจอกับทีมยี่ห้อไก่ว่า Lads,Fun88It"s Tottenham หรือคือ พวกมึง สเปอร์สยังไงจะใครเล่า
ความหมายเป็น…นี่ยังไงทีมที่พวกเราเคี้ยวสบายๆมาตลอด ไม่มีอะไรน่าวิตกกังวล สบายๆลงไปจัดแจงพวกเขาซะ และก็นักฟุตบอลแมนฯ ยูฯ ยุคเซอร์ อเล็กซ์ ชอบจัดแจงกับสเปอร์สได้ไม่ยาก สถิตินี้คงกระพันชาตรีมาตั้งแต่ปี 1989 เฉพาะที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นยุคเฟอร์กี้นั่นเอง
กระทั่งเสียสถิติในยุค เดวิด มอยส์ เมื่อเดือนกันยายน 2012 และก็ ยุคคุณครูหฝ่าส์ วันปีใหม่ปี 2014 โน่นเป็นชัย 2 ใน26 ครั้งเกมลีกที่โรงแสดงละคร ยิ่งถ้าหากพวกเราย้อนเวลาไปดูตอนก่อนหน้าที่ผ่านมามันเป็นอะไรที่ทรุดโทรมมากมายๆสำหรับแฟนไก่
ตอนปี 2001-2012 พบกัน 22 นัด ผีชนะ 17 เสมอ 5 แล้วโดยภาพรวมตั้งแต่แมื่อลีกเปลี่ยนแปลงชื่อเป็นพรีเมียร์สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นสนามที่สเปอร์สแพ้เยอะที่สุดเป็น 19 ใน 24 เกมตั้งแต่แมื่อปี 1992 เป็นต้นมา
จำนวนนี้ดีขึ้น…ถ้าหากนับเฉพาะ 8 เกมล่าสุดในลีกทั้งเหย้าและก็เยี่ยมเพื่อเป็นกำลังใจให้เด็กไก่ครับผม ผีชนะ 2 เสมอ 3 แพ้สเปอร์ส 3

ตั้งแต่แมื่อหมดยุคหมดสมัยเฟอร์กี้…แมนฯ ยูฯ เริ่มมีปัญหากับการต่อกรท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ โดยเฉพาะยุคของ เมาริซิโอ โปเช็ตตำหนิโน่ กระนั้น…สิ่งที่ค้างคาใจโค้ชอาร์เจนตินาคนนี้ คงจะยังเป็น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สนามที่เขาไม่เคยชนะเลยใน 4 เกมที่มาเยี่ยม
ถึงเวลาแล้วหรือยัง…หรือจะอยู่ในประโยคเด็ดของท่านเซอร์ ซึ่งไม่เคยรู้ว่า มูรินโญ่ ได้ใช้มันกระตุ้นนักฟุตบอลผีหรือเปล่า "พวกเรา…เด็กไก่ สบายๆ"
โน่นอาจไม่น่าสนใจเท่ากับกระบวนการเล่นและก็เพศผู้เล่นของ มูรินโญ่ เพื่อต่อกรกับทีมวัยรุ่น พลังชายหนุ่มที่มีอายุเฉลี่ย 25 ปี 238 วัน ผู้มาเยือน ผมมั่นใจว่านัดนี้ มูรินโญ่ คงจะใช้เพศผู้เล่นที่ชนะ ซอร์สโค้ด 2-0 เป็นแกนด้วยครับ
มีข่าวดีว่า เอริก ไบยี่ คืนสนาม โน่นยิ่งทำให้เกมรับคงจะมองกล้าแกร่งมากขึ้นและก็มีความเชื่อมั่นหัวข้อการเสียประตูหรือมีความผิดพลาดในเกมรับน่าเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น มีความเชื่อมั่นมากขึ้น ถ้าหากได้ไบยี่ซึ่งหายไปตั้งแต่ตุลาคม
ไบยี่มีแมตช์ฟิตเนสหนึ่งเกมแล้ว นัดต่อกรสเปอร์สน่าจะพร้อมครับ ในช่วงเวลาที่การพัก ดาบิด เด แฮ เอ้ย เด เคอา และก็ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล จะก่อให้ทีมพร้อมเพิ่มขึ้นเมื่อรวมกับขุมกำลังที่เล่นไม่เต็มเกมนัดเยี่ยมซอร์คุณย่า
แผน 4-2-3-1 นำโดย ดาบิด เด เคอา คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟ เอริก ไบยี่ จะคู่กับ โรโฮ หรือ ฟิล โจนส์ ผมว่าเดายากหน่อยนึงแต่ถ้าหากอยากได้ความสดใหม่ โจนส์ กับ ไบยี่ ก็ไม่แปลก แบ็กซ้ายผมคิดว่าคงจะใช้ ดาร์เมียน ส่วนแบ็กขวาวาเลนเซีย อันนี้อยากได้ความสดใหม่ต่อกรแนวรุกริมเส้นของสเปอร์สพอรู้เรื่องได้
คู่กึ่งกลาง ไมเคิ่ล คาร์ริค กลับมายืนกับ ป็อกบา โดยสามแนวรุก มาร์กซิยาล, รูนี่ย์ และก็ มิคกี้ คงจะยืนต่อไปครับผม ฟอร์มสด (แต่ระวังมูอาจคิดอีกแบบ) หน้าก็ สลาตัน นั่นแหละ…ดูแล้วถ้าหากจะปรับ แนวรุก 1 ตำแหน่ง กองหลัง 2 และก็ กึ่งกลาง 1
ส่วนทางด้านสเปอร์สเองจบแชมเปี้ยนส์ ลีก ปีนี้ด้วยความสิ้นหวังมากมายๆตกรอบแล้วโดนลดชั้นมาเล่นยูโรปา ลีก รอบ 32 ทีม โปเช็ตตำหนิโน่บอกยังมีปัญหาเรื่องวุฒิภาวะในการเล่นเกมยุโรป ผู้ร่วมทีมยังมีจิตใจไม่กล้าแกร่งมากมายนั
โน่นก็บางทีอาจจะดังการมาเยี่ยมโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ของเขาอีกด้วย
นักฟุตบอลกำลังสำคัญจะพร้อมหน้าพร้อมตาอยู่ครับผม กรุ๊ปที่เล่น ชปล. คงจะยังเป็นแกนอยู่ด้วยเหตุว่า โปเช็ตตำหนิโน่ ใช้ชุดแรกลงไปในสนามเลย แต่อาจมีการปรับหนึ่งหรือสองตำแหน่งจากชุดที่ชนะซีเอสเคเอสมอสโก
โยริส เฝ้าเสา…คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟได้ข่าวดีเป็น อัลเดอร์ไวเรลด์ กลับมายืนคู่กับ แฟร์ต็องเก้น และก็หามสองข้างอย่างเดิม โรส กับ ไคล์ วอล์คเกอร์ คู่กึ่งกลางนี่แหละที่ เอริก ถางเออร์ คงจะสำรองด้วยเหตุว่า เดมเบเล่ กับ วานยาม่า ดำเนินการได้ดี แนวรุก ดื้อรั้น ฮึง มิน, เดลเล อัลลี่ และก็ เอริคสังเวย ส่วนหน้าเป้าเคนนำหน้า
ปัญหาคือความสดใหม่ในทีมชุดแรกที่ 9 คนเล่นกับ ซีเอสเคเอ มอสโก ส่วนแมนฯ ยูไนเต็ด ของ มูรินโญ่คงจะเปลี่ยนแปลง 5 คน
โอเค…สปีดบอลและก็พลังอาจน้อยลงทั้งคู่ ถ้าหากเป็นเกมอย่างงี้ผมว่าผีได้เปรียบครับ ถ้าหากเกมไม่ออกบอลกันเร็วมาก ด้วยด้วยเหตุว่าใช้พลังไปมากเมื่อกึ่งกลางสัปดาห์ โน่นเป็นทางถนัดของสเปอร์ส ที่เล่นบอลเร็ว ทะลุ
คือจุดแข็งของสเปอร์ส ไม่ได้ถูกใช้ แมนฯ ยูไนเต็ด ของมูรินโญ่จะได้ช่องทำเกมมากขึ้น ง่ายขึ้น
ถ้าหากว่ากันตามรูปเกมผมว่า ใกล้เคียง 50-50 ไม่มีใครเหนือกว่ากันในการเล่นแน่…จะเป็นบางช่วงเวลา แต่มั่นใจว่าใกล้เคียง ออกเบียด ที่ตรงนี้วัดกันที่หัวจิตหัวใจแล้วว่าใครจะมีความเหี้ยมเกรียมหรือมีความเด็ดขาดในจังหวะเข้าทำโน่นเป็นจะไปตัดสินในแดนสุดท้าย ใครเข้าทำได้และก็จบได้เด็ดขาด ตรงนั้นเป็นตัวตัดสิน
เกมและก็แท็กติกการเล่นผมว่าไม่มีความแตกต่างกัน อาจเบียด อาจสู้ ช่วงชิงจังหวะกันสนุกสนาน ไม่มีฝั่งไหนครองบอลนาน จะมีจุดหนึ่งที่ผมอยากตั้งข้อสังเกตเป็นสเปอร์สมักจะแผ่วๆปลายและก็เล่นดีไม่สม่ำเสมอเมื่อพบกับเกมใหญ่

สถานีต่อไปของเฮียหลา?

ถึงท้องนาทีนี้ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยิงให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปแล้วทั้งหมด 26 ประตู จากการลงเล่นทั้งปวง 41 นัดในทุกรายการ โดยแบ่งเป็นการถล่มตาข่ายในพรีเมียร์ลีก 15 ประตู
อืมมมมิลลิเมตร..ทำลายตาข่ายเสียจนถึงหมดสิ้นขนาดนี้ จัดว่าจำนวนมากสำหรับกองหน้าที่แก่ 35 ขวบเข้าให้แล้ว
ก่อนเปิดฤดูกาล ดาวยิงวัยแก่ผู้นี้ถูกดูแคลนจากนักวิจารณ์ลูกหนังระดับโปรไลบวงสรวงว่าจะเจอกับความยากแค้นที่สุดในอาชีพกิจการค้าแข้ง เพราะว่าตรงนี้เป็นพรีเมียร์ลีก – สมรภูมิแข้งที่มีทั้งความรวดเร็วรวมทั้งหนักหน่วงบนอัตราความฮาร์ดคอร์มากที่สุดในเมืองมนุษย์
ช่วงนี้ไม่ว่าใครที่เคยหมิ่นประมาทเขาเอาไว้ดูเหมือนโดนสตั๊ดของ "อิบรา" ยัดปากไปเป็นที่เป็นระเบียบ
ทีนี้ทดลองคิดเล่นๆ(ย้ำว่าคิดเล่นๆครับ) โดยเอาผลจากการแข่งขันที่เกิดขึ้นแล้วของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ทำแต้มหลักๆมาหักปริมาณประตูที่เขายิงได้ในแมตช์นั้นออกไป
ประมาณว่าถ้า ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ไม่ยิงประตูสำคัญในเกมที่เขายิงได้ ผลจากการแข่งขันของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะออกมาเป็นยังไงนับเฉพาะในพรีเมียร์ลีกเสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 0-0 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-0) เสมอ สวอนซี 1-1 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 3-1) แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1 (ยิง 1 ประตู เสมอ 1-1) เสมอ คริสตัล พาเลซ 1-1 (ยิง 1 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-1) เสมอ เวสต์บรอมฯ 0-0 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-0) แพ้ ลิเวอร์พูล 0-1 (ยิง 1 ประตู เสมอ 1-1)
มองเห็นไหมขอรับว่าถ้าพี่แกไม่ยิงหรือยิงมิได้ คะแนนของทีมสีแดงที่แมนเชสเตอร์จะหายวับไปกับตาถึง 10 แต้มเลยทีเดียว!
ส่วนนัดชิง อีเอฟแอล คัพ ที่อดีตกาลดาวยิงทีมชาติประเทศสวีเดนทำผู้เดียว 2 ดอก แม้กระนั้นหากพี่แกยิงมิได้ แมนฯ ยูไนเต้ด ก็จะแพ้ เซาธ์แฮมป์ตัน ด้วยสกอร์ 1-2 รวมทั้งชวดแชมป์ไปเลยนี่เป็นจุดสำคัญของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช
เขาเป็นผู้เล่นจำพวกห้ามเจ็บไข้ ห้ามพัก รวมทั้งห้ามถูกลักพาตัวไปไหนเด็ดขาด เพราะว่าเวลาหายไป มิได้ลงสนาม "เด็กผี" จะนึกถึงพี่แกอย่างควรหนัก เฉพาะอย่างยิ่งหาก แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ชนะด้วยล่ะก็ อัตราการนึกถึงจะพุ่งทะยานถึงขั้นทะลักจุดแตก ยกตัวอย่างเกมที่แพ้ เชลซี ในศึก เอฟเอ คัพ นัดอย่างไรอย่างไรก็ตาม จุดนี้นับว่าเป็นดาบสองคม เพราะว่าการผูกขาดทำแต้มให้ แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่แทบจะคนเดียวบางทีอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่
นับเฉพาะในพรีเมียร์ลีก "อิบรา" กระหน่ำได้สูงสุดเป็น 15 ประตู รองลงมาเป็น ฆวน มาต้า 6 ประตู, ปอล ป๊อกบา 4 ประตู, เฮนริค มคิทาร์ยาน, อ็องโตนี่ มาร์กสิยาล รวมทั้งมาร์คัส แรชฟอร์ด 3 ประตู ระหว่างที่ เวย์น รูนี่ย์ พึ่งยิงได้แค่ 2 ประตูเท่านั้นเองดูเหมือน โชเซ่ มูรินโญ่ จะเกรงใจดาวเตะผู้นี้มากมายเสียด้วยครับ
เป็นถ้าไม่เจ็บ-ไม่แบน เขาจะได้ลงเล่นเป็นตัวจริงโดยอัตโนมัต เว้นเสียแต่บางเกมที่ผู้เป็นนายใหญ่อยากได้ให้พักน่องหรืออยากได้จัดผู้เล่นชุดสองลงสนามบ้างที่สำคัญเป็นถ้าได้ลงตัวจริงแล้ว ไม่เคยถูกสลับตัวออกอีกต่างหาก
ถึงแม้ว่าจะเล่นไม่ดี-ทำฟอร์มตก หรือทำตัวไม่มีประโยชน์ ผู้ครอบครองสมญา "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" จะไม่มีทางสลับตัวเขาออกมาจากสนาม เหมือนหนึ่งกลัวโดนกระทืบ!
เกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำได้แค่เสมอกับ บอร์นมัธ 0-0 ในบ้านตนเอง ดาวเตะที่เพื่อนพ้องร่วมทีมเรียกสั้นๆว่า "เฮียหลา" โชว์ฟอร์มได้แย่สิ้นดีครับ ขนาดสังหารจุดโทษยังโดนเซฟเลย ชาวบ้านก็แลเห็นกันทั้งบางว่าเล่นไม่ได้เรื่อง แม้กระนั้น "มูมู่" กลับปลดปล่อยให้ท่านพี่เขาทำตัวไร้ประโยชน์บนฟลอร์ต้นหญ้าจนถึงครบ 90 นาที โดยเลือกถอดผู้อื่นออกแทนซะอย่างนั้น
เข้าใจว่าทั้งสองคงทำข้อตกลงกันเอาไว้ หรือไม่ก็เพราะว่าความเกรงอกเกรงใจ แม้คำว่า "เกรงใจ" จะไม่ใส่อยู่ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษรวมทั้งพจนานุกรมส่วนตัวของ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ตาม
เป็นไปได้ที่ภายหลังจากหมดสัญญากับ เปแอสเช "อิบรา" บางทีอาจไม่ได้คิดอยากจะขายวิญญาณให้ภูติผีปีศาจแดงตั้งแต่ต้น แม้กระนั้นเป็นเพราะว่าถูกเจ้านายเก่าอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ร้องขอ หรือบางทีอาจเคยมีบุญคุณกันมาก่อน เจ้าตัวเลยยอมเลื้อยก้นมาอยู่ร่วมกันที่โรงแสดงละครที่ความฝัน
โน่นบางทีอาจเป็นเหตุผลที่กล่าวว่าเพราะเหตุใด กุนซือวัย 54 กะรัตถึงเกรงใจผู้ร่วมทีมคนนี้เป็นพิเศษ โดยส่งลงเป็นตัวจริงทุกนัด แถมไม่เคยถูกสลับตัวออก เพื่อเป็นการทดแทนถ้าเป็นลูกก็นับว่าเป็นลูกคนโปรดที่ถูกตามใจจนถึงกลายเป็นนิสัยเลยทีเดียว
ซลาตัน อิบราฮิโมวิช จึงไม่ได้ต่างอะไรจาก "อภิสิทธิ์ชน" ในทีมภูติผีปีศาจสามแง่ง ซึ่งจัดว่าผิดหลักการปกครองอย่างหนัก เนื่องมาจากบางทีอาจทำให้เกิดปัญหาการรู้สึกอกน้อยใจขึ้นในทีม
ในขณะที่ที่จริงแล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นผู้จัดการทีมที่มีความเด็ดขาดมากมายครับ เขาไม่มีทางปลดปล่อยให้ผู้ร่วมทีมยิ่งใหญ่กว่าตนเองอย่างแน่นอน ไม่ว่าดาวเตะคนนั้นจะยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม
กาลครั้งหนึ่งสมัยเป็นกุนซือของ เชลซี – ผู้ครอบครองทีมอย่าง "อาเสี่ยหมี" อุตส่าห์ยัดเยียดสุดยอดดาวยิงค่าตอบแทน 30 ล้านปอนด์อย่าง อังเดร เชฟศาสนาเชนเก๋ มาให้ โดยมีข้อต่อรองว่าจำเป็นต้องส่งลงสนาม แม้กระนั้น "เชว่า" กลับงัดฟอร์มกระฉูดแตกออกมาไม่สำเร็จจนถึงกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวมากพอเป็นเหตุให้ผู้จัดการทีมกับผู้ครอบครองทีมจำเป็นต้องแตกหักกัน
ดาวถล่มตาข่ายของสิงห์บลูส์อย่าง ดิเอเก๋ คอสต้า หรือขาใหญ่ของ เชลซี อย่าง จอห์น เทอร์รี่ ก็ด้วยเหมือนกันที่ไม่เคยได้รับอภิสิทธิ์พิเศษจาก โชเซ่ มูรินโญ่ ท้ายที่สุดตนเองเลยโดนผู้ร่วมทีมคิดคดทรยศจนถึงโดนถีบกระเด็นตกเก้าอี้ผู้จัดการทีมมาแล้ว
รวมทั้งโดยไม่เว้นแม้กระทั้งผู้ร่วมทีมในขณะนี้อย่าง ฆวน มาต้า ที่เคยถูกลอยแพออกมาจาก สแตมฟอร์ด บริดจ์ แม้จะมาหายใจร่วมกันอีกครั้งในชุดแต่งกายภูติผีปีศาจแดงรวมทั้งท้องนาทีนี้ แม้กระนั้นหากพินิจให้ดี คุณจะพบว่า "เดอะ สเปเชี่ยล ฆวน" เป็นผู้เล่นคนแรกที่ชอบถูก "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" สลับตัวออกเป็นคนแรกอยู่เสมอ
จึงพอจะสรุปได้ว่า "มูมู่" ไม่เคยก้มหัวให้ผู้ร่วมทีมคนไหนกัน เว้นเสียแต่ "พี่หลา" เพียงคนเดียวที่จัดอยู่ในจำพวก "ห้ามแตะ" เป็นกรณีพิเศษ
ผมเข้าใจ โชเซ่ มูรินโญ่ ครับ เข้าใจว่าเฮียแกคงมีบางสิ่งบางอย่างที่ลึกซึ้งแบบสุดหูรูดกับ "อิบรา" โดยที่ชาวบ้านทั่วไปไม่เคยรู้ หรือบางครั้งมันบางทีอาจเป็นข้อแม้พิเศษที่กำหนดเอาไว้ในคำสัญญาที่ทำไว้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เป็นได้ มันบางทีอาจเป็น "ข้อแม้" ที่ทำให้ดาวเตะผู้นี้ยอมขายวิญญาณให้ภูติผีปีศาจแดงอะไรราวๆนั้น
สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือไม่ใช่ทุกนัดที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช บนวัย 35 ขวบจะระเบิดฟอร์มสุดยอดพลางกระแทกตาข่ายได้ตลอด
บ่อยมากที่เขาหวงบอลมากเกินความจำเป็น บ่อยมากที่เขาทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก รวมทั้งบ่อยมากที่ออกอาการรำคาญ หรือชักสีหน้าใส่เพื่อนพ้องร่วมทีมที่ดันเล่นไม่ถูกจิตใจ
เหมือนกันกับบางนัดที่สมต้องเป็นผู้เล่นสำรองบ้าง หรือถูกสลับตัวออกบ้างก็ได้ ไม่ใช่ตะบี้ตะบันใช้งานอย่างสม่ำเสมอตลอด 90 นาทีในทุกๆนัด
ถึงช่วงนี้ "อิบรา" ยังมิได้ต่อสัญญาใหม่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ครับ แถมฤดูกาลหน้าอายุเขาจะมากขึ้นอีก 1 ปี ซึ่งสำหรับกองหน้าวัย 36 ขวบ ยังไงสภาพร่างกายก็จำเป็นต้องเสื่อมถอยลงไปตามธรรมชาติ จึงไม่มีทางรักษามาตรฐาน หรือเล่นดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอนแค่นี้ยังไม่เพียงพอ
มันยังเดาได้ไม่ยากว่าฤดูกาลหน้ายังไง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ต้องหากองหน้าดาวถล่มประตูตัวใหม่ที่สดกว่ามาเสริมทัพแน่นอน
หากต้องการยืดคำสัญญาออกไปอีก 1 ปี บางครั้ง "เฮียหลา" บางทีอาจจำเป็นต้องเห็นด้วยเรื่องจริงข้อนี้ เหมือนกันกับยอมรับสภาพการดำเนินชีวิตบนม้านั่งสำรองเป็นลำดับที่สองรองจากผู้อื่นปัญหาเป็น ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ในวันที่แก่ 36 จะยอมรับสภาพการเป็นผู้เล่นสำรองได้หรือเปล่า? ผมตอบให้ก็ได้ขอรับว่า…ไม่มีทาง ดาวเตะที่จองหองพองขนรวมทั้งผยองอย่าง "อิบรา" ไม่มีทางยอมเป็นลำดับที่สองรองคนไหนกัน – มันจึงคงเหลืออยู่เพียง 2 หนทางเท่านั้น

แนวทางยกระดับหงส์จากหล่ม

สถานการณ์ของลิเวอร์พูลตอนนั้น ถ้าเป็นคนเจ็บติดเตียง อาการมีแม้กระนั้นทรงกับทรุด
แพ้ติดอยู่บ้านสองนัดติดต่อกัน ทั้งที่ก่อนโดนสวอนซีบุกลูบคลำคมเมื่อวันเสาร์ หงส์แดงแพรวพราวด์ลี่ พรีเซนต์ ภูมิใจพรีเซ็นท์ผลงานไร้พ่ายในแอนฟิลด์ ช้านานข้ามปี
เรื่องจริงวันนี้ไม่ตั้งใจเขียนถึงความปราชัยที่จบเส้นทางไปเวมบลีย์ เนื่องจากว่าไม่มีอะไรแปลกใหม่ จากที่พึ่งจะแพ้ในดาร์บี้แมตช์ของศึก "หงส์สองตัวอยู่สระเดียวกันมิได้"
แม้กระนั้นหลักสำคัญที่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับลิเวอร์พูล จากความมีชัยเพียงแค่ครั้งเดียวใน 7 เกมทุกรายการ นับจากออกสตาร์ตศักราชใหม่ แถมเป็นการชนะโรคหืดจับเหนือกลุ่มต่ำดิวิชั่นกว่าจมหูอย่างพลีมัธ ผมคิดว่าทุกคนคงจะพอเพียงมีคำตอบอยู่บ้างแล้ว
สำคัญกว่านั้นเป็นการระดมความคิดเห็นหาทางออก เนื่องจากว่าในเมื่อสถานการณ์เลวร้ายมาถึงจุดนี้ เจอร คล็อปป์ ควรจะถึงเวลาลงมือกระทำอะไรหรือยัง เพื่อเปลี่ยนแปลง และผลักกลุ่มให้กลับขึ้นมาผงาดอีกรอบผมรวบรวมมาเป็นข้อๆเท่าที่พอเพียงนึกได้ในห้วงยังเซ็งเป็ด เอ๊ย เซ็งหงส์
1. ฉีกต้นแบบการเล่นทั้งระบบ สไตล์ และแนวทางการให้ไม่เหมือนกับแพทเทิร์นเดิมๆซ้ำๆในขณะที่ยังมี ซาดิโอ มาเน่ ในสนาม
เนื่องจากว่าจนถึงขณะนี้ ผลงานชนะพลีมัธ เพียงแค่กลุ่มเดียวจาก 7 นัดหมาย และจำต้องใช้โอกาสถึง 180 นาที เพื่อคว่ำกลุ่มระดับลีก ทู นี้ได้ สะท้อนแจ่มชัดว่าการขาดมาเน่ ทิ้งปัญหาใหญ่ขนาดเท่าหลุมจากระเบิดปรมาณูเจอร คล็อปป์ รู้นานแล้วว่าเขาไม่มีตัวแทนมาเน่ แบบ like for like หรือมีสไตล์คล้ายๆกัน ไม่ถึงขั้นว่าจำต้องเหมือน มาเน่ทำให้เกมบุกของลิเวอร์พูล ภายใต้หมาก 4-3-3 จุดติดมาทั้งครึ่งฤดูแรก จากการเป็นตัวรุกริมเส้นที่ถ่างตัวประกบออกมาจากตำแหน่ง และเปิดช่องให้ตัวสอดอย่าง อดัม ลัลลาน่า หรือ เนธาเนียล ไคลน์ ทะลุขึ้นมาปฏิบัติงานจะดูได้ว่าตั้งแต่มาเน่ไม่อยู่ ลิเวอร์พูลไม่สามารทำลายโซนรับคู่ปรปักษ์ให้ฉีกจนขาด หรือแตกออกมาได้เลยพร้อมเพียงกันเป็นฟอร์มของลัลลาน่า รวมถึงไคลน์ พากันหายเข้าก้อนเมฆไปด้วยเมื่อกึ่งกลางสัปดาห์กับนักบุญ คล็อปป์ยังซุกซนยึดระบบนี้ แม้จะถอยลัลลาน่าลงมายืนในไลน์ของมิดฟิลด์ และขยับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไปแทนตำแหน่งของมาเน่ โดยมี แดเนียล สเตอร์ริดจ์ เป็นกองหน้าตัวเป้า
แม้กระนั้นตลอด 45 ที่นาตอนแรก เกมของลิเวอร์พูลยังมืดบอด ไม่มีวี่แววจะเอาชนะแนวรับของเซาธ์แฮมป์ตัน ที่มิได้ใช้คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักจากช่วงต้นฤดู อย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กับ โชเซ่ ฟอนเต้ ด้วย เนื่องจากว่าการแก้แบบหนึ่งมักนำมาซึ่งปัญหาอีกอย่างหนึ่ง หลายๆจังหวะปรากฏว่าฟีร์มีโน่หุบมาทับไลน์เดียวกับสเตอร์ริดจ์ ส่วนการขึ้นเกมทางด้านขวายังบอดดังเดิม มิหนำซ้ำแบ็กขวายังเป็นดาวรุ่งอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่แม้เล่นได้ดิบได้ดีระดับหนึ่ง แม้กระนั้นเขาควรจะแบกความมุ่งมาดในระดับไหน เป็นอีกกรณี
จนถึงครึ่งหลัง คล็อปป์ขยับตำแหน่งการยืนเป็น 4-4-2 ไดมอนด์ ฟีร์มีโน่กับสเตอร์ริดจ์เป็นคู่กองหน้า คูว่ากล่าวนโญ่เป็นหัวเพชร ถึงสามารถสร้างโอกาสได้มากขึ้น และควรจะเห็นสกอร์อย่างน้อยๆ1-2 ประตู
เป็นอีกรอบต่อจากนัดหมายแพ้สวอนซีเมื่อสุดสัปดาห์ ที่คล็อปป์เลือกออกสตาร์ตด้วยแผน 4-3-3 และเมื่อไม่ได้ผลถึงค่อยคิดเปลี่ยนแปลง
กับสวอนซีจำต้องรอให้โดนสองเม็ด ค่อยกระตุกความกระตือรือร้น ส่วนเกมนี้ ลิเวอร์พูลมิได้เริ่มต้นด้วยผล 0-0 ครับผม แม้กระนั้นตาม 0-1 จากครั้งแรก แล้วทำไมถึงปลดปล่อยให้ตนเองเหลือเวลาเพียงแค่ 45 นาทีสุดท้าย
2. เว้นแต่การเปลี่ยนแปลงในสนามแข่งแล้ว สิ่งที่ยากกว่าเป็น คล็อปป์บางทีอาจจำต้องปรับแนวทางการทำงานนอกสนาม

อย่างที่เฟอร์กี้เคยวิเคราะห์ในตอนซัมเมอร์ ว่าจากการศึกษาเกมนัดหมายชิงยูโรปา ลีก ระหว่างลิเวอร์พูล กับ เซบีคุณย่า เขาเห็นนักฟุตบอลหงส์แดงเฉาปลาย รีบไม่ขึ้นในครึ่งหลัง
เช่นเดียวกับ เรย์มงด์ แฟร์เฮเย่น ผู้ฝึกสอนด้านฟิตเนสที่ผ่านเวทีบอลโลกมาแล้วสามยุค กับฮอลแลนด์, เกาหลีใต้ และรัสเซีย รวมถึงเคยเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวให้ เคร็ก เบลลามี่ ได้แสดงความเห็นกึ่งทำนายในส.ค.ว่า สไตล์ทำทีมและการฝึกหัดที่เข้มข้นของคล็อปป์ จะทำให้ลิเวอร์พูลลำบากในตอนครึ่งฤดูข้างหลังนาทีนั้น เด็กหงส์บางคนส่ายหน้าไม่เชื่อแม้กระนั้นข้างหลังเกมกับเซาธ์แฮมป์ตัน เจมี่ คาร์ราเกอร์ กล่าวว่าหนึ่งในปัญหาใหญ่ของหงส์แดง เป็นนักฟุตบอลดูล้า ขาไม่วิ่ง สปีดช้าลง และแพ้บ่อยครั้งขึ้นในการฉกฉวยบอลจังหวะสอง
เกมนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆนัดหมาย ที่เห็นนักฟุตบอลลิเวอร์พูลกลับมาใช้เกมเพรสซิ่งแบบเป็นหมู่คณะ เหมือนในช่วงแรกที่คล็อปป์เข้ามาคุม และจัดว่ากดดันกลุ่มเยี่ยมได้พอสมควร
แม้กระนั้นก็ทำแบบมาๆหายๆเป็นระยะๆไม่ต่อเนื่อง เหมือนจะบีบได้แล้ว แม้กระนั้นสุดท้ายก็คลายออก ความฟิตของนักฟุตบอลจำต้องถูกตั้งปัญหาว่าคล็อปป์รีดมันออกมาจนถึงหมดถัง ไม่เหลือสักหยดแล้วหรือ 3. จงเห็นด้วยเถอะว่าขุมกำลังชุดนี้ดีไม่เพียงพอจะต่อกรกับอีก 4-5 กลุ่มบนหัวตารางลิเวอร์พูลอาจมีกลุ่ม 11 ตัวจริงที่ดีไม่เป็นสองรองคนไหนกัน แม้กระนั้นอย่างที่เห็นเมื่อเกมเข้าสู่ตอนเข้าด้ายเข้าเข็ม และคล็อปป์แทบไม่ขยับสลับตัว หรือใช้โควตาเปลี่ยนแปลงช้าเหลือเกิน แทนที่จะเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ออกสตาร์ตครึ่งหลัง มันย่อมสะท้อนในทางหนึ่งว่า คล็อปป์บางทีอาจไม่เชื่อว่าผู้เล่นสำรองจะทำงานได้ดีมากกว่าคนที่อยู่ในสนาม
การซื้อนักฟุตบอลใหม่ในตอนเดือนมกราคม บางทีอาจไม่ใช่รสนิยมส่วนตัวของคล็อปป์ และเขาก็มีส่วนถูกที่ว่ามันมิได้หาซื้อกันกล้วยๆเหมือนที่หลายๆคนคิด ด้วยเหตุหลายสิ่งหลายอย่าง
แม้กระนั้นถึงอย่างงั้นก็ใช่ว่าของดีจะไม่มีให้สอยมาเสียเลย เอฟเวอร์ตันได้ มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน ไปเสริมแดนกึ่งกลาง บางครั้งข้อแม้บางข้อ ของดีราคาไม่แพงเหลือเกินก็รออยู่ในตลาด
เวลาที่เหลืออีกไม่กี่วันก่อนตลาดวาย ยังพอเพียงทันให้คล็อปป์มองหาตัวเลือกใหม่ๆมาช่วยปั๊มหัวใจหงส์ที่เริ่มจะแผ่วเบาลง ดีมากกว่าปลดปล่อยให้ตายไปซึ่งๆหน้า
4. ทำทุกอย่างดังเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับวันรอที่กำลังจะได้ ซาดิโอ มาเน่ กลับมาช่วยกลุ่มจากการไปทำศึกสงครามแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพมิได้ประชดประชันครับผม และผมคงจะไม่ใช่แฟนหงส์ผู้เดียวที่รอเช็กผลของเซเนกัล ด้วยความจริงใจต้องการให้ตกรอบแม้กระนั้นก่อนเวลาเลยด้วย ความมุ่งมาดหรืออีกนัยเรียกว่าแช่ง พังยับเยินตั้งแต่ผ่านสองครั้งแรก เนื่องจากว่าเซเนกัลกวาด 6 แต้มเต็ม แถมมาเน่มีชื่อทำคะแนนได้ทั้งคู่เกม
ผ่านเข้ารอบไปแบบสบายๆตระเตรียมเจอกับ "หมอผี" แคเมอรูน ในรอบก่อนรองฯ วันเสาร์นี้ ดูตามหน้าเสื่อ เซเนกัลเหนือชั้นกว่าอยู่ดี มีสิทธิ์อยู่ยาวข้ามถึงเดือนกุมภาพันธ์

โกปา เดล เรย์ ความล้มเหลวของ เรอัล มาดริด

โกขว้าง เดล เรย์ ความล้มเหลวของ เรอัล มาดริด ?
โกขว้าง เดล เรย์ รอบรองชนะเลิศจับฉลากประกบคู่กันเรียบร้อยแล้ว โดย แอตเลติเตียนโก ไปเจอกับ บาร์ซ่า แล้วก็ เซลต้าW88บีหรูหรา ดวลกับ อลาเบส
ผลออกมาเรียกเสียงซี้ดเช่นนี้ แฟนคลับของทั้ง 4 กลุ่มคงมีหัวข้อพูดคุยกันเป็นที่ครึกโครมอย่างต่ำๆก็จวบจนกระทั่งใกล้จะถึงเกมแรกในวันพุธหน้า ส่วนสมัยก่อนตัวเต็งที่กลายเป็นตัวเกร็งอย่าง เรอัล มาดริด ก็จะต้องมาเสวนากันอีกทีในหัวข้อที่ว่า "ไม่เข้ารอบโกขว้างฯเป็นความล้มเหลวไหม ?"
ด้วยความที่เป็นกลุ่มใหญ่ อุดมด้วยนักฟุตบอลสุดยอด แถมคู่แข่งก็ไม่ได้บิ๊กเนมอะไร แต่ดันแพ้ค้างรังในนัดแรก กระทั่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดหายนะ เลยทำให้มีจำนวนไม่น้อยที่มองว่า มาดริด ล้มเหลว แถมยังถามถัดไปอีกว่า "นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของกลุ่มในฤดูกาลนี้หรือเปล่า ?"
จากการคุยกัน-สัมภาษณ์สาวกมาดริดิสต้าที่เป็นคนประเทศสเปนแท้ๆหน้าสนามเบร์ท้องนาเบวเมื่อวันเสาร์ที่แล้ว แต่ละคนก็ออกจะมั่นใจว่ากลุ่มจะคัมแบ็กกลับมาเข้ารอบได้ กระนั้นในช่วงท้ายดูเหมือนจะทุกคนล้วนมองว่า "ถ้าเกิดมันจะไม่เข้ารอบจริงๆก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย"
จริงอยู่ในทุกๆฤดูกาล "แม่ทัพชุดขาว" ตั้งเป้าไว้ที่การได้แชมป์ทุกรายการ แล้วก็ปีนี้ก็ไม่แตกต่างไปจากเดิม มีการตั้งธงไว้ที่ 3 แชมป์ กระนั้นแฟนมาดริดแทบทุกรายต่างก็รู้ดีว่าการจะบรรลุผลสำเร็จถึงขั้นนั้นเป็นเรื่องที่ยากถึงยากมากมายๆกับ 3 รายการหลักที่จะต้องลงแข่งขัน ถ้าว่ามันใกล้จะถึงคราวหลุดหล่นไปก่อนถึงเวลา ก็หวังให้เป็น โกขว้าง เดล เรย์ นี่แหละ
ปฏิกิริยาของแฟนมาดริดแม้จะผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ว่ากล่าวกลุ่มมากมายนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเกมเลกที่สองที่ บาไลดอส เนื่องจากว่ากลุ่มแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ เรียกว่าสู้เต็มที่กระทั่งแฟนคลับเข้าใจ อีกทั้งการเสียประตูแรกก็นับเป็นความโชคร้ายอย่างที่สุด ผลเสมอ 2-2 จึงเป็นอะไรที่กองเชียร์ทุกคนรับได้
หลังไม่เข้ารอบ ซีเนดีน ซีดาน กล่าวว่าไม่ได้รู้สึกผิดหวังเนื่องจากว่าลูกทีมทุกคนเล่นกันดีแล้ว โดยเฉพาะ 35 นาที ซึ่งจังหวะทำเข้าประตูตนเองของ ดานีโล่ นั้นก็โชคร้ายมากๆ
ว่ากันถึงตรงนี้กับคำถามเเรกก็น่าจะเคลียร์แล้วว่า การตกรอบบอลถ้วยหนแรกภายใต้การคุมกลุ่มของ ซีดาน มันไม่ใช่ความล้มเหลว แฟนคลับพอทำใจรับได้แต่กับคำถามที่สองที่ว่า "มันจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงหรือเปล่าล่ะ ?" อันนี้น่าสนใจ
ลูคัส บาสเกซ แสดงออกซึ่งทัศนคติอันดีว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไปพวกเราจะทุ่มเทตลอดชีพเพื่อถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก แล้วก็ ลา ลีกามุมมองเช่นนี้นับว่าน่ากล่าวสรรเสริญ แล้วก็เชื่อว่าทั้ง ซีดาน แล้วก็นักฟุตบอลทุกๆคนต่างก็มองดูอย่างเดียวกัน ถ้าแต่ก่อนหน้านี้จะต้องสารภาพกันตรงๆว่า มาดริด กำลังอยู่ในตอนที่ไม่ดีนัก
ภายหลังรันยาวไม่แพ้ใครกันแน่ 40 เกม ก่อนที่จะแพ้สองเกมติด ชนะ มาลาก้า อย่างหืดจับจนตราบเท่าไม่เข้ารอบโกขว้างฯ ผลงานตรงนี้สะท้อนให้มีความเห็นว่ากลุ่มกำลังประสบปัญหาอยู่ไม่น้อย
ปัญหาแรกก็เป็นเรื่องของอาการบาดเจ็บ ที่ในช่วงเวลานั้นมีร่วม 7 ราย จุดนี้คงจะเป็นเรื่องยากที่จะควบคุม เนื่องจากว่ามันเป็นเรื่องราวที่ไม่บางทีอาจคาดคะเนล่วงหน้าได้ปัญหาที่สองเป็นภาวะความฟิต เมื่อตัวเจ็บมากมาย ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จำเป็นต้องใช้งานผู้เล่นหน้าเดิมๆลงไปในสนามติดๆกันกระนั้นอีกมุมนึง ก็ถือเป็นการรับรองกึ๋นของผู้เป็นแม่ทัพใหญ่อย่าง ซีดาน ว่าจะเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ที่ยากลำเค็ญนี้เช่นไรเกมกับ เซลต้า ที่ บาไลดอส นั้น เรอัล มาดริด ที่จะต้องสลับตำแหน่งกันยุ่ง แสดงให้เห็นสัญญาณในแง่บวก แล้วก็ลบ

แง่บวกก็คือสปิริตกลุ่มเริ่มกลับมาแล้ว ขณะที่โดนนำ 1-2 พวกเขาเพียรพยายามอย่างหนักเพื่อกลับมาถึงแม้ว่าเวลาใกล้จะหมด จังหวะไม่เข้ารอบเกือบจะ 90%
แต่แง่ลบก็มีเช่นกัน ดังเช่นว่า เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่ แสดงให้เห็นเลยว่าเขาไม่เหมาะสมกับตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ ฟอร์มการเล่นในตำแหน่งใหม่ของมิดฟิลด์บราสิมันถือเป็นส่วนนึงที่ทำให้กลุ่มทำไม่ได้ตามเป้า ส่วน ดานีโล่ ก็อย่างที่มองเห็นกันอยู่ว่าเว้นแต่โชคร้ายแล้ว ระดับฝีเท้าของเขายังมุ่งหวังได้ตรากตรำ ดังนั้นถ้าหน้าแข้งตัวหลักในแนวรับยังกลับมาไม่เต็มดูด ซีดาน จะทำเช่นไร ?
การปรับปรุงแก้ไขกลุ่มในเหตุการณ์ฉุกเฉิน ยังนับว่าทำได้แค่ในระดับนึง ไม่ถึงกับดี แต่พอภาพความเป็นนักสู้มันออกมาออกจะแน่ชัด กลุ่มเลยไม่โดนดุด่าอีกปัญหาที่แน่ชัดของ มาดริด ยามนี้ก็คือฟอร์มของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้
แม้เกมกับ เซลต้า บีหรูหรา เจ้าของบัลลงดอร์ 4 สมัยจะซัดฟรีคิกสุดงามได้ แต่ถ้าประเมินที่ฟอร์มโดยรวม นับว่ายังน่าห่วงอยู่
โรนัลโด้ ยังกลับมาเป็นคนเดิมไม่ได้ ซึ่งตราบเท่าที่ยังเป็นเช่นนี้ มาดริด ก็จะตรากตรำ ตรงนี้ก็ถือเป็นอีกโจทย์นึงที่ ซีดาน จำเป็นต้องทำให้ CR7 กลับไปสู่ฟอร์มเดิมให้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด
ครับผม อย่างที่บอกไปครับผมว่าแฟนคลับ ไม่ได้กำหนดเป้าหมายไว้สูงนักกับ โกขว้าง เดล เรย์ ซึ่งในห้วงช่วงเวลาเดียวกันซึ่งนี่ก็แปลว่าพวกเขาหวังไว้สูงมากมายกับ ลา ลีกา แล้วก็ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกมันแสดงว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เรอัล มาดริด ไม่เหลือช่องว่างให้กับความบกพร่องแล้ว
กับลา ลีกา เหตุการณ์ยังโอเคอยู่ กลุ่มยังนำเป็นผู้นำฝูง แถมยังแข่งน้อยกว่า 1 นัด ถ้าชนะ เรอัล โซเซียดาด ในสุดสัปดาห์นี้ที่ เบร์ท้องนาเบว ได้ ทุกสิ่งคงจะกลับมาเข้าที่เข้าทางอีกทีแต่ถ้าหากหลุดเสมอหรือพลิกล็อกแพ้ค้างถิ่นขึ้นมา งานนี้บอกได้เต็มปากครับผมว่า "ยับแน่ๆ"
มันบางทีอาจจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลที่ก่อนหน้านี้เคยถูกหวังไว้อย่างงดงามอย่างช่วยไม่ได้ แล้วก็บางทีอาจจะก่อให้เกิดผลเสียไปถึงความเชื่อมั่นที่กลุ่มเพียรพยายามเรียกกลับมา

18 สกอร์ที่หายไปของ เป็ด

แล้วสิ่งที่ชาวหงส์หวาดผวาก็ยังคงเกาะกัดความรู้สึก ทีมที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ''แชมเปี้ยน'' ในกลุ่มท็อปเซเว่นโดยไม่เคยแพ้เลย ก็ยังมักจะต้องตกอยู่ใต้เครื่องหมายคำถามว่าเพราะเหตุใดถึงเร่งสปีดไม่ขึ้นประจำยามปะทะทีมกลุ่มด้านล่างของตาราง มันไม่ใช่คราวแรก ครั้งสอง ครั้งสาม แต่ว่ามันบ่อยมากมากๆมีเสียงโห่เล็กๆถึง จอร์แดน ไอบ์ (What?) มีเสียงสดุดีถึง ดิว็อค โอริกี้ โดยพลันที่พุ่งชนจ่อๆให้ลิเวอร์พูลแซงนำ มีเสียงพร่ำบ่นหนักแน่นถึงแท็กติกของ พบร คล็อปป์ อีกครา ซึ่งจัดได้ว่าเป็นเหตุผลสำคัญเลยที่ทำให้เกมลงเอยด้วยการเสมอ โยนชัยชนะทิ้งที่แอนฟิลด์
''คูตินโญ่เจ็บป่วยตอนพักครึ่ง ผมเลยจะต้องเปลี่ยนออก มันเกิดเรื่องที่จำต้องทำ'' ชายผู้สวมแว่นทรงกลมตอบปัญหา ถึงกระนั้นก็ยังมีคนไม่รู้เรื่องว่าเพราะเหตุใดจะต้อง โฌแอล มาติป เพราะเหตุใดจะต้องปรับมาตึงเกมรับด้วยสามเซนเตอร์ฮาล์ฟ เพราะเหตุใดไม่ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ไม่ เบน วู้ดเบิร์น หรือ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ นี่บอร์นมัธ ไม่ใช่บาร์เซโลน่า…
''โอเค ผมเพียงแค่เห็นว่าบอร์นมัธมีกองหน้าสองคนที่มีความเร็ว ช่วงเวลาที่ แดเนียล (สเตอร์ริดจ์) เพิ่งจะหายมาคงยังไม่เหมาะกับเกมจำพวกนี้ ผมเลยเลือกแท็กติกอย่างนั้น'' ฟังแล้ว ตกผลึกเช่นกันมั้ย
1. การที่เปลี่ยนมาใช้หลังสามด้วยการถอดนักเตะที่ฝากความปรารถนาได้มากสุดออกตั้งแต่นาที 65 ซึ่งเวลาที่เหลือขนาดนั้นยังไงก็พกพาการเสี่ยงที่จะเสีย โดยเฉพาะยิ่งเมื่อตรึกตรองจากความเหนียวแน่นของเกมรับลิเวอร์พูลก่อนหน้าที่ผ่านมา
2. หากสเตอร์ริดจ์ไม่เหมาะกับ ''เกมแบบงี้'' ก็ไม่ควรใส่ชื่อเอาไว้ด้วยทุกประการ เพราะเหตุว่ามันเหมือนทำข้อสอบแล้วนึกไม่ออกก็วงเดาๆไป
3. ในเวลาที่โดน 2-2 ถึงด้านหลังเกมทว่าเวลาก็ยังเพียงพอคงเหลือรวมทดเจ็บก็อย่างต่ำ 7 นาที เพราะเหตุใดครับผม เขาถึงคงนิ่งที่จะปรับปรุงแก้ไขสถานการณ์ มีสิ่งใดบันดาลใจให้เชื่อว่าผู้เล่นที่อยู่ในสนามจะสามารถพังประตูลำดับที่สามได้
ซีซั่นนี้เว้นแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดแล้ว สังเวียนของทีมท็อปเซเว่นก็ล้วนทำให้กองเชียร์บอร์นมัธเดินทางกลับบ้านที่ดินแดนใต้ด้วยความชอกช้ำระกำใจมาตลอด แพ้ 4-0 ที่เอติฮัด, 3-1 ที่เอมิเรตส์, 3-0 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ และก็ 6-3 ที่กูดิสัน พาร์ค ฉะนั้นแล้วด้วยประการทั้งปวง ลิเวอร์พูลควรเก็บสามแต้มให้ได้กับ ''เกมแบบงี้'' การบาดเจ็บของ ซาดิโอ มาเน่ ส่งผลกระทบแน่นอนฤดูกาลนี้พวกเขาไม่เคยกำชัยได้เลยยามไม่มีสตาร์คนเก่งทีมชาติเซเนกัล (เสมอ 2 แพ้ 2) ถึงกระนั้นด้วยทรงของเกมอย่างคืนวันพุธ ด้วยความที่ช่วงหลังลงมาเร่งเครื่องจนบดออกนำไปเป็นระเบียบ หากรักษาสกอร์ไม่ได้ ก็จะต้องกระหน่ำเพิ่ม ทว่าสมาพันธ์สีแดงที่เมอร์ซี่ย์ไซด์ทำไม่ได้สักอย่าง อีกอย่างหนึ่งข้อสันนิษฐานว่าทีมของคล็อปป์มักแพ้ทางพวกมาอุด แต่ว่านี่ไม่ใช่ บอร์นมัธภายใต้ผู้ฝึกสอนวัยรุ่น เอ็ดดี้ อาว มาแอนฟิลด์ด้วยการวางระบบ 4-4-2 มี โจชัว คิง กับ เบนิค อโฟเบ้ ยืนหัวหอก พวกเขาอุตสาหะเซตเกมรุกบนพื้นสู้ แม้อาจมีบ้างที่รอคอยฉกความผิดพลาดเข้าโจมตีดั่งอาทิเช่นลูกแรกที่ทำได้ นี่ก็ไม่ใช่หนแรกที่เกิดอะไรแบบงี้
วันเสมอซันเดอร์แลนด์ 2-2 ที่สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ก็ถูกทีเด็ด พบร์เมน เดโฟ นาที 84 ต่อมาเสียทีติดอยู่รังต่อสวอนซี 2-3 ในขณะที่อุตสาห์ฮึดเหมือนกลับมาได้แล้วและก็แน่นอนที่เดอะ ค็อปคงจำฝังใจก็คือเกมแรกที่เยี่ยมบอร์นมัธต้นเดือนธันวาคม คำถามเป็นเพราะเหตุใดคุณถึงเก่งจังกับทีมใหญ่ แต่ว่ามักป้อแป้กับทีมเล็ก???? พวกเขาเอาชนะคู่ปรปักษ์กลุ่มท็อปเซเว่นได้ถึง 7 เกมจาก 12 แต่ว่าทราบมั้ยครับผมว่าสถิติกับการเผชิญหน้าพวก 8 ทีมด้านล่างของตารางลงไปเป็นอย่างไร 21 แต้มจาก 39 แต้มเต็ม หรือ 21 แต้มจาก 13 นัดหมาย ใช้สมองน้อยๆคำนวณพอๆกับว่ามีถึง ''18 คะแนนที่หายไป''ฤดูกาลนี้แพ้มาหมดแล้วตั้งแต่เบิร์นลี่ย์, บอร์นมัธ, สวอนซี, ฮัลล์ จนถึงเลสเตอร์ สิตี้ หากเพียงพอพบเชลซี, ท็อตแน่ม, แมนฯ ซิตี้, อาร์เซนอล, แมนฯ ยูไนเต็ด จนถึงสหายข้างสวน เอฟเวอร์ตัน แทบยกขันหมากเชิญให้รีบมาพบเลยบอลมักมีอะไรแปลกๆเสมอ คล็อปป์ควรเขยื้อนสายตาดูสเปอร์สซึ่งกำลังบีบคั้นเชลซีไม่ลดละ การที่พวกเขาทุจริตความตายมาได้อย่างเมื่อวันพุธ ตอกย้ำซ้ำเติมว่าเพราะเหตุใดสองปีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ถึงพกพามาตรฐานป้วนเปี้ยนบนหัวตาราง ต่อเข้าข้างซีซั่นก่อนอาจคลอดสะดุดหัวคะมำก็ตาม พวกเขาแพ้ 3 เกมแค่นั้นให้กับลิเวอร์พูล, เชลซีและก็แมนฯ ยูไนเต็ดใช่ครับผม เป็นเรื่องปกติที่ทำความเข้าใจกันได้ ทว่าเมื่อถึงแมตช์ที่จะต้องชนะก็ชนะ แม่ทัพยี่ห้อไก่ของ เมาริสิโอ โปเช็ตติโน่ กวาดไป 32 แต้มจาก 12 เกมยามพบกลุ่ม 8 ทีมข้างล่างของตาราง โดยการทำตกหายไปเพียงแค่ 4 แต้ม… ผมเคยเขียนไปก่อนแล้วว่าถ้าเกิดออกทรงนี้ สู้มีผลงานกลางก็ได้เมื่อพบทีมใหญ่ แล้วแบ่งอะดรีนาลีนพลุ่งพล่านไปใส่กับทีมที่เหลือ มิฉะนั้นก็จะต้องมานั่งปรับทุกข์กัน ด้วยเหตุว่าทีมเล็กมีมากกว่า
รอยต่อมา ซีซั่นนี้พวกเขาเสียประตูจากเซตพีซไป 11 ลูกจากทั้งหมด 39 ? ซึ่งแม้แต่แมนฯ ซิตี้ที่โดนวิจารณ์เรื่องความอ่อนฮวบเกมรับ หรือว่าอาร์เซนอลก็ตาม ยังมีสถิติที่ดีมากยิ่งกว่าด้านนี้ นี่ถือเป็นอีกสิ่งที่ใครก็ช่างมาเจอก็มักจะฝึกซ้อมลูกตั้งเตะมาคอยทำร้าย เพราะเหตุว่าคล็อปป์นิยมให้สมาชิกคุมโซนมากกว่าประกบคน
ก่อนนี้มีการกางเปรียบเทียบผลงานของ เบรนดินแดน ร็อดพบร์ส กับคล็อปป์ ซึ่งก็แทบไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามก็มีคนชูใจความสำคัญว่าศักยภาพของทีมวัดกันตรากตรำ ด้วยเหตุว่ายุคก่อนมีบ่าสองข้างของ หลุยส์ ซัวเรซ ที่แบกภาระทุกสิ่งของทีม มาถึงยุคนี้แบ่งหน้าที่รับผิดชอบกระจายมากกว่ายังไงก็ดี ลิเวอร์พูลเป็นสมาพันธ์ที่ผูกติดการบรรลุผลเสมอมา

พวกเขาอาจไม่เคยไปถึงโทรฟี้พรีเมียร์ลีก แต่ว่าก็ทำได้ใกล้เคียงมา 2-3 คราวตั้งแต่สมัย ราฟา เบนิเตซ มาถึงร็อดพบร์ส ซึ่งถือเป็นทีมที่มีการเสนอต้นแบบกระจ่าง มีผู้เล่นที่ซึ่งพูดได้ว่าเป็นตัวดารานำชายระดับทวีป
คูตินโญ่, ฟีร์มีโน่ และก็มาเน่ ไม่ใช่ไม่เก่ง แต่ว่าเชื่อว่าสาวกหงส์เองก็ย่อมประทับใจกับทีมที่มี เฟร์นานโด ตอร, สตีเว่น พบร์ราร์ด, ชาบี อลอนโซ่, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ เหมือนกับทีมที่นำโดยหัวหอกฟันเหยินเลขลำดับเจ็ด
ซัมเมอร์นี้คล็อปป์ประกาศแล้วว่าซื้อแน่…ผมเอาคำถามเดียวกันนี้คุยกับเดอะ ค็อปก่อนเกมวันพุธ มีอยู่คนพูดน่าตกใจแบบงี้ครับผม ''ผมอยากเห็นทีมซื้อ 6 คน พวกเราจะต้องเปลี่ยนใหม่และก็มีตัวสำรองตอบแทน ผู้เฝ้าประตู เซนเตอร์ฮาล์ฟ แบ็กซ้าย กองกลาง ตัวริมเส้น และก็กองหน้า''
ความเป็นไปได้ที่จะมองเห็นผู้ฝึกสอนที่ลุ่มหลงเพลงเฮฟวี่ทุ่มยกแผง จ่ายหนักๆก็น่ารู้ว่ามีแค่ไหนกัน ต่อมาถ้าเกิดติดตามบทสัมภาษณ์ของเขาตลอดก็น่าจะทายใจจิตใจได้ไม่ยากว่าเขาเองก็ถูกใจต่อทีมที่มีพอสมควร ฉะนั้นแล้วช่องทางที่จะซื้อกี่คน ใช้งบเท่าไรก็คงขึ้นอยู่กับว่าท้ายที่สุดจบอันดับเท่าไรในตาราง
โปรแกรมที่เหลือจากนี้อีก 7 เกม : สโต๊ค, เวสต์บรอมวิช, พาเลซ, วัตฟอร์ด, เซาธ์แฮมป์ตัน, เวสต์แฮม และก็โบโร่
หากเป็นคอนเต้หรือโปเช็ตติโน่ก็คงคลำปาก ทว่านี่เป็น ''ของแสลง'' สำหรับลิเวอร์พูลศักราชนี้ แน่นอนก็ถือเป็นเจ็ดเกมที่จะชี้ขาดผู้ฝึกสอนอย่างคล็อปป์เพราะว่า หลังจากได้คุมเต็มกำลังผ่านมาหนึ่งฤดูกาลควรให้เกรดที่เท่าไรกัน 18 แต้มที่หายไป… จำต้องอุตริฝันน้ำลายเยิ้มว่าเก็บได้หมดเลย เอาเพียงแค่ครึ่งเดียวหลังจากนั้น ด้วยเหตุว่าถ้าเกิดทำได้ปัจจุบันนี้ลิเวอร์พูลจะอยู่ที่สองตามหลังจ่าฝูงเชลซีเพียงแต่ 3 แต้ม

น้ามูเซงผีสังเวย มิคกี้,คาร์ริค เข้ารอบยุโรป้า 32 ทีม

จ่ามู กุนซือฝีปากกล้าของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คาดว่าเขาจะหมดสิทธิ์ใช้งานเฮนริค มคิทาร์ยาน กับ ไมเคิล คาร์ริค ในเกมนัดชิงอีเอฟแอล คัพ กับ เซาแธมป์ตัน ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้โดยทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บในเกมเยือน แซงต์-เอเตียน ในศึกยุโรป้า ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายเมื่อคืนที่ผ่านมา

 

เฮนริค มคิทาร์ยาน และ ไมเคิล คาร์ริค ได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ระหว่างเกมการแข่งขันก่อนสุดท้ายจะโดนเปลี่ยนตัวออกไปในศึกยุโรป้า ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายกับ แซงต์-เอเตียน ผลปรากฏว่า ผีบุกไปชนะด้วยคะแนน 1-0 ผลสกอร์ร่วม 4-0 ผ่านเข้ารอบต่อไป

 

''ผมไม่ได้ยืนยันนะ แต่ผมคิดว่าพวกเขาไม่น่าจะไหว''

แฟนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด!เสี่ยหมู หายเจ็บกลับมาลงสนามซ้อมแล้ว

เวย์น รูนีย์ กัปตันของทีมแมนยู หายจากอาการบาดเจ็บลงฝึกซ้อมได้อีกครั้ง ก่อนจะบุกเยือน แซงต์ เอเตียนในศึกยูโรปา ลีก รอบ 32 ทีม นัดสอง

 น้ามู กุนซือของทีมเผยก่อนหน้านี้ ว่าเขาไม่แน่ใจว่า หัวหอกวัย 31 ปี จะกลับมาฟิตทันนัดชิงชนะเลิศของถ้วยอีเอฟแอล คัพ หรือไม่ หลังจากที่นักเตะได้รับบาดเจ็บ ทำให้ไม่ได้ลงเล่นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

นับเป็นข่าวดีอย่างยิ่งของแมนยู ที่ล่าสุด หัวหอก ทีมชาติอังกฤษ หายจากอาการบาดเจ็บสามารถลงซ้อมได้แล้ว ซึ่งอาจมีชื่อเป็นผู้เล่นในเกมยุโรปวันพฤหัสบดีนี้

โจเซ่ มูรินโญ่ ให้กําลังใจรานิเอรี่หลังโดนจิ้งจอกปลด

 

โจเซ่ มูรินโญ่ นายใหญ่ฝีปากกล้าของ ปีศาจแดง ออกมาให้กําลัง เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือของเลสเตอร์ ที่เพิ่งโดนปลดไป

เลสเตอร์ เพิ่งประกาศแยกทางเคลาดิโอ รานิเอรี่ออกจากการเป็นผู้จัดการทีมเมื่อคืนที่ผ่านมา

โดย  มูรินโญ่ ได้โพสต์ให้กําลังใจ รานิเอรี่ เมื่อทราบข่าวว่าเขาโดนปลด ''ไม่มีใครลบประวัติศาสตร์ที่นายเขียนขึ้นมาได้ แชมป์พรีเมียร์ และ ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า''

พบข้อความไล่ เหี่ยวในงานประท้วง”ทรัมป์”

มีรายงานแผ่นภาพปรากฏข้อความขับไล่ อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือของอาร์เซน่อล ในงานเดินขบวนประท้วง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในประเทศอังกฤษ

 

เวนเกอร์ โดนกระแสขับไล่อย่างหนักจากผลงานที่พาเดอะกันเนอร์บุกไปโดนบาเยิร์น มิวนิคถล่มยับมา 1-5 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

 

แม้เกมล่าสุดพวกเขาจะผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายเอฟเอ คัพไปได้ด้วยการชนะ ซัตตัน ยูไนเต็ด ไป 2-0 แต่ก็ไม่ได้สร้างความประทับใจให้กองเชียร์เดอะกันเนอร์แต่อย่างใด

 

โดยในงานประท้วง ทรัมป์ ในประเทศอังกฤษกับพบแผ่นภาพปรากฏข้อความขับไล่ อาร์แซน เวนเกอร์ มาด้วยสร้างความประหลาดใจให้ผู้พบเห็น

อีสเซลิค ผิดหวังบาโลเตลลีเหมือนไม่อยากเล่นให้นีซ

วาเลนติน อีสเซลิค กองกลาง นีซ เผยผิดหวังกับพฤติกรรมของ มาริโอ บาโลเตลลี ที่ดูเหมือนไม่อยากลงเล่นช่วยทีม
โอ้ ป่วยเป็นหวัด จึงไม่มีชื่ออยู่ในเกม เมื่อคืนนี้ที่เสมอกับแรนส์ 2-2 ซึ่งก่อนหน้านี้ ลูเซียง ฟาฟร์ เฮดโค้ช ของ นีซ  เพิ่งดร็อปเขาให้เป็นตัวสำรองในนัดพบกับแซงต์ เอเตียน ล่าสุด เนื่องจากไม่พอใจที่เขาไม่ชอบลงมาช่วยเกมรับ
ไม่เพียงแค่ เฮดโค้ชของทีมที่มีความเห็นเช่นนี้ อีสเซลิค เพื่อนร่วมทีมของโอ้ ก็มีความเห็นเช่นเดียวกัน
"ผมคิดว่าเขาดูเหมือนไม่อยากลงเล่นกับเรา น่าผิดหวังจริงๆ เราสมควรได้ใช้ความสามารถของเขาในเกมเช่นนี้"