แนวทางยกระดับหงส์จากหล่ม

สถานการณ์ของลิเวอร์พูลตอนนั้น ถ้าเป็นคนเจ็บติดเตียง อาการมีแม้กระนั้นทรงกับทรุด
แพ้ติดอยู่บ้านสองนัดติดต่อกัน ทั้งที่ก่อนโดนสวอนซีบุกลูบคลำคมเมื่อวันเสาร์ หงส์แดงแพรวพราวด์ลี่ พรีเซนต์ ภูมิใจพรีเซ็นท์ผลงานไร้พ่ายในแอนฟิลด์ ช้านานข้ามปี
เรื่องจริงวันนี้ไม่ตั้งใจเขียนถึงความปราชัยที่จบเส้นทางไปเวมบลีย์ เนื่องจากว่าไม่มีอะไรแปลกใหม่ จากที่พึ่งจะแพ้ในดาร์บี้แมตช์ของศึก "หงส์สองตัวอยู่สระเดียวกันมิได้"
แม้กระนั้นหลักสำคัญที่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับลิเวอร์พูล จากความมีชัยเพียงแค่ครั้งเดียวใน 7 เกมทุกรายการ นับจากออกสตาร์ตศักราชใหม่ แถมเป็นการชนะโรคหืดจับเหนือกลุ่มต่ำดิวิชั่นกว่าจมหูอย่างพลีมัธ ผมคิดว่าทุกคนคงจะพอเพียงมีคำตอบอยู่บ้างแล้ว
สำคัญกว่านั้นเป็นการระดมความคิดเห็นหาทางออก เนื่องจากว่าในเมื่อสถานการณ์เลวร้ายมาถึงจุดนี้ เจอร คล็อปป์ ควรจะถึงเวลาลงมือกระทำอะไรหรือยัง เพื่อเปลี่ยนแปลง และผลักกลุ่มให้กลับขึ้นมาผงาดอีกรอบผมรวบรวมมาเป็นข้อๆเท่าที่พอเพียงนึกได้ในห้วงยังเซ็งเป็ด เอ๊ย เซ็งหงส์
1. ฉีกต้นแบบการเล่นทั้งระบบ สไตล์ และแนวทางการให้ไม่เหมือนกับแพทเทิร์นเดิมๆซ้ำๆในขณะที่ยังมี ซาดิโอ มาเน่ ในสนาม
เนื่องจากว่าจนถึงขณะนี้ ผลงานชนะพลีมัธ เพียงแค่กลุ่มเดียวจาก 7 นัดหมาย และจำต้องใช้โอกาสถึง 180 นาที เพื่อคว่ำกลุ่มระดับลีก ทู นี้ได้ สะท้อนแจ่มชัดว่าการขาดมาเน่ ทิ้งปัญหาใหญ่ขนาดเท่าหลุมจากระเบิดปรมาณูเจอร คล็อปป์ รู้นานแล้วว่าเขาไม่มีตัวแทนมาเน่ แบบ like for like หรือมีสไตล์คล้ายๆกัน ไม่ถึงขั้นว่าจำต้องเหมือน มาเน่ทำให้เกมบุกของลิเวอร์พูล ภายใต้หมาก 4-3-3 จุดติดมาทั้งครึ่งฤดูแรก จากการเป็นตัวรุกริมเส้นที่ถ่างตัวประกบออกมาจากตำแหน่ง และเปิดช่องให้ตัวสอดอย่าง อดัม ลัลลาน่า หรือ เนธาเนียล ไคลน์ ทะลุขึ้นมาปฏิบัติงานจะดูได้ว่าตั้งแต่มาเน่ไม่อยู่ ลิเวอร์พูลไม่สามารทำลายโซนรับคู่ปรปักษ์ให้ฉีกจนขาด หรือแตกออกมาได้เลยพร้อมเพียงกันเป็นฟอร์มของลัลลาน่า รวมถึงไคลน์ พากันหายเข้าก้อนเมฆไปด้วยเมื่อกึ่งกลางสัปดาห์กับนักบุญ คล็อปป์ยังซุกซนยึดระบบนี้ แม้จะถอยลัลลาน่าลงมายืนในไลน์ของมิดฟิลด์ และขยับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไปแทนตำแหน่งของมาเน่ โดยมี แดเนียล สเตอร์ริดจ์ เป็นกองหน้าตัวเป้า
แม้กระนั้นตลอด 45 ที่นาตอนแรก เกมของลิเวอร์พูลยังมืดบอด ไม่มีวี่แววจะเอาชนะแนวรับของเซาธ์แฮมป์ตัน ที่มิได้ใช้คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักจากช่วงต้นฤดู อย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กับ โชเซ่ ฟอนเต้ ด้วย เนื่องจากว่าการแก้แบบหนึ่งมักนำมาซึ่งปัญหาอีกอย่างหนึ่ง หลายๆจังหวะปรากฏว่าฟีร์มีโน่หุบมาทับไลน์เดียวกับสเตอร์ริดจ์ ส่วนการขึ้นเกมทางด้านขวายังบอดดังเดิม มิหนำซ้ำแบ็กขวายังเป็นดาวรุ่งอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่แม้เล่นได้ดิบได้ดีระดับหนึ่ง แม้กระนั้นเขาควรจะแบกความมุ่งมาดในระดับไหน เป็นอีกกรณี
จนถึงครึ่งหลัง คล็อปป์ขยับตำแหน่งการยืนเป็น 4-4-2 ไดมอนด์ ฟีร์มีโน่กับสเตอร์ริดจ์เป็นคู่กองหน้า คูว่ากล่าวนโญ่เป็นหัวเพชร ถึงสามารถสร้างโอกาสได้มากขึ้น และควรจะเห็นสกอร์อย่างน้อยๆ1-2 ประตู
เป็นอีกรอบต่อจากนัดหมายแพ้สวอนซีเมื่อสุดสัปดาห์ ที่คล็อปป์เลือกออกสตาร์ตด้วยแผน 4-3-3 และเมื่อไม่ได้ผลถึงค่อยคิดเปลี่ยนแปลง
กับสวอนซีจำต้องรอให้โดนสองเม็ด ค่อยกระตุกความกระตือรือร้น ส่วนเกมนี้ ลิเวอร์พูลมิได้เริ่มต้นด้วยผล 0-0 ครับผม แม้กระนั้นตาม 0-1 จากครั้งแรก แล้วทำไมถึงปลดปล่อยให้ตนเองเหลือเวลาเพียงแค่ 45 นาทีสุดท้าย
2. เว้นแต่การเปลี่ยนแปลงในสนามแข่งแล้ว สิ่งที่ยากกว่าเป็น คล็อปป์บางทีอาจจำต้องปรับแนวทางการทำงานนอกสนาม

อย่างที่เฟอร์กี้เคยวิเคราะห์ในตอนซัมเมอร์ ว่าจากการศึกษาเกมนัดหมายชิงยูโรปา ลีก ระหว่างลิเวอร์พูล กับ เซบีคุณย่า เขาเห็นนักฟุตบอลหงส์แดงเฉาปลาย รีบไม่ขึ้นในครึ่งหลัง
เช่นเดียวกับ เรย์มงด์ แฟร์เฮเย่น ผู้ฝึกสอนด้านฟิตเนสที่ผ่านเวทีบอลโลกมาแล้วสามยุค กับฮอลแลนด์, เกาหลีใต้ และรัสเซีย รวมถึงเคยเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวให้ เคร็ก เบลลามี่ ได้แสดงความเห็นกึ่งทำนายในส.ค.ว่า สไตล์ทำทีมและการฝึกหัดที่เข้มข้นของคล็อปป์ จะทำให้ลิเวอร์พูลลำบากในตอนครึ่งฤดูข้างหลังนาทีนั้น เด็กหงส์บางคนส่ายหน้าไม่เชื่อแม้กระนั้นข้างหลังเกมกับเซาธ์แฮมป์ตัน เจมี่ คาร์ราเกอร์ กล่าวว่าหนึ่งในปัญหาใหญ่ของหงส์แดง เป็นนักฟุตบอลดูล้า ขาไม่วิ่ง สปีดช้าลง และแพ้บ่อยครั้งขึ้นในการฉกฉวยบอลจังหวะสอง
เกมนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆนัดหมาย ที่เห็นนักฟุตบอลลิเวอร์พูลกลับมาใช้เกมเพรสซิ่งแบบเป็นหมู่คณะ เหมือนในช่วงแรกที่คล็อปป์เข้ามาคุม และจัดว่ากดดันกลุ่มเยี่ยมได้พอสมควร
แม้กระนั้นก็ทำแบบมาๆหายๆเป็นระยะๆไม่ต่อเนื่อง เหมือนจะบีบได้แล้ว แม้กระนั้นสุดท้ายก็คลายออก ความฟิตของนักฟุตบอลจำต้องถูกตั้งปัญหาว่าคล็อปป์รีดมันออกมาจนถึงหมดถัง ไม่เหลือสักหยดแล้วหรือ 3. จงเห็นด้วยเถอะว่าขุมกำลังชุดนี้ดีไม่เพียงพอจะต่อกรกับอีก 4-5 กลุ่มบนหัวตารางลิเวอร์พูลอาจมีกลุ่ม 11 ตัวจริงที่ดีไม่เป็นสองรองคนไหนกัน แม้กระนั้นอย่างที่เห็นเมื่อเกมเข้าสู่ตอนเข้าด้ายเข้าเข็ม และคล็อปป์แทบไม่ขยับสลับตัว หรือใช้โควตาเปลี่ยนแปลงช้าเหลือเกิน แทนที่จะเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ออกสตาร์ตครึ่งหลัง มันย่อมสะท้อนในทางหนึ่งว่า คล็อปป์บางทีอาจไม่เชื่อว่าผู้เล่นสำรองจะทำงานได้ดีมากกว่าคนที่อยู่ในสนาม
การซื้อนักฟุตบอลใหม่ในตอนเดือนมกราคม บางทีอาจไม่ใช่รสนิยมส่วนตัวของคล็อปป์ และเขาก็มีส่วนถูกที่ว่ามันมิได้หาซื้อกันกล้วยๆเหมือนที่หลายๆคนคิด ด้วยเหตุหลายสิ่งหลายอย่าง
แม้กระนั้นถึงอย่างงั้นก็ใช่ว่าของดีจะไม่มีให้สอยมาเสียเลย เอฟเวอร์ตันได้ มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน ไปเสริมแดนกึ่งกลาง บางครั้งข้อแม้บางข้อ ของดีราคาไม่แพงเหลือเกินก็รออยู่ในตลาด
เวลาที่เหลืออีกไม่กี่วันก่อนตลาดวาย ยังพอเพียงทันให้คล็อปป์มองหาตัวเลือกใหม่ๆมาช่วยปั๊มหัวใจหงส์ที่เริ่มจะแผ่วเบาลง ดีมากกว่าปลดปล่อยให้ตายไปซึ่งๆหน้า
4. ทำทุกอย่างดังเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับวันรอที่กำลังจะได้ ซาดิโอ มาเน่ กลับมาช่วยกลุ่มจากการไปทำศึกสงครามแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพมิได้ประชดประชันครับผม และผมคงจะไม่ใช่แฟนหงส์ผู้เดียวที่รอเช็กผลของเซเนกัล ด้วยความจริงใจต้องการให้ตกรอบแม้กระนั้นก่อนเวลาเลยด้วย ความมุ่งมาดหรืออีกนัยเรียกว่าแช่ง พังยับเยินตั้งแต่ผ่านสองครั้งแรก เนื่องจากว่าเซเนกัลกวาด 6 แต้มเต็ม แถมมาเน่มีชื่อทำคะแนนได้ทั้งคู่เกม
ผ่านเข้ารอบไปแบบสบายๆตระเตรียมเจอกับ "หมอผี" แคเมอรูน ในรอบก่อนรองฯ วันเสาร์นี้ ดูตามหน้าเสื่อ เซเนกัลเหนือชั้นกว่าอยู่ดี มีสิทธิ์อยู่ยาวข้ามถึงเดือนกุมภาพันธ์

โกปา เดล เรย์ ความล้มเหลวของ เรอัล มาดริด

โกขว้าง เดล เรย์ ความล้มเหลวของ เรอัล มาดริด ?
โกขว้าง เดล เรย์ รอบรองชนะเลิศจับฉลากประกบคู่กันเรียบร้อยแล้ว โดย แอตเลติเตียนโก ไปเจอกับ บาร์ซ่า แล้วก็ เซลต้าW88บีหรูหรา ดวลกับ อลาเบส
ผลออกมาเรียกเสียงซี้ดเช่นนี้ แฟนคลับของทั้ง 4 กลุ่มคงมีหัวข้อพูดคุยกันเป็นที่ครึกโครมอย่างต่ำๆก็จวบจนกระทั่งใกล้จะถึงเกมแรกในวันพุธหน้า ส่วนสมัยก่อนตัวเต็งที่กลายเป็นตัวเกร็งอย่าง เรอัล มาดริด ก็จะต้องมาเสวนากันอีกทีในหัวข้อที่ว่า "ไม่เข้ารอบโกขว้างฯเป็นความล้มเหลวไหม ?"
ด้วยความที่เป็นกลุ่มใหญ่ อุดมด้วยนักฟุตบอลสุดยอด แถมคู่แข่งก็ไม่ได้บิ๊กเนมอะไร แต่ดันแพ้ค้างรังในนัดแรก กระทั่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดหายนะ เลยทำให้มีจำนวนไม่น้อยที่มองว่า มาดริด ล้มเหลว แถมยังถามถัดไปอีกว่า "นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของกลุ่มในฤดูกาลนี้หรือเปล่า ?"
จากการคุยกัน-สัมภาษณ์สาวกมาดริดิสต้าที่เป็นคนประเทศสเปนแท้ๆหน้าสนามเบร์ท้องนาเบวเมื่อวันเสาร์ที่แล้ว แต่ละคนก็ออกจะมั่นใจว่ากลุ่มจะคัมแบ็กกลับมาเข้ารอบได้ กระนั้นในช่วงท้ายดูเหมือนจะทุกคนล้วนมองว่า "ถ้าเกิดมันจะไม่เข้ารอบจริงๆก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย"
จริงอยู่ในทุกๆฤดูกาล "แม่ทัพชุดขาว" ตั้งเป้าไว้ที่การได้แชมป์ทุกรายการ แล้วก็ปีนี้ก็ไม่แตกต่างไปจากเดิม มีการตั้งธงไว้ที่ 3 แชมป์ กระนั้นแฟนมาดริดแทบทุกรายต่างก็รู้ดีว่าการจะบรรลุผลสำเร็จถึงขั้นนั้นเป็นเรื่องที่ยากถึงยากมากมายๆกับ 3 รายการหลักที่จะต้องลงแข่งขัน ถ้าว่ามันใกล้จะถึงคราวหลุดหล่นไปก่อนถึงเวลา ก็หวังให้เป็น โกขว้าง เดล เรย์ นี่แหละ
ปฏิกิริยาของแฟนมาดริดแม้จะผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ว่ากล่าวกลุ่มมากมายนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเกมเลกที่สองที่ บาไลดอส เนื่องจากว่ากลุ่มแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ เรียกว่าสู้เต็มที่กระทั่งแฟนคลับเข้าใจ อีกทั้งการเสียประตูแรกก็นับเป็นความโชคร้ายอย่างที่สุด ผลเสมอ 2-2 จึงเป็นอะไรที่กองเชียร์ทุกคนรับได้
หลังไม่เข้ารอบ ซีเนดีน ซีดาน กล่าวว่าไม่ได้รู้สึกผิดหวังเนื่องจากว่าลูกทีมทุกคนเล่นกันดีแล้ว โดยเฉพาะ 35 นาที ซึ่งจังหวะทำเข้าประตูตนเองของ ดานีโล่ นั้นก็โชคร้ายมากๆ
ว่ากันถึงตรงนี้กับคำถามเเรกก็น่าจะเคลียร์แล้วว่า การตกรอบบอลถ้วยหนแรกภายใต้การคุมกลุ่มของ ซีดาน มันไม่ใช่ความล้มเหลว แฟนคลับพอทำใจรับได้แต่กับคำถามที่สองที่ว่า "มันจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงหรือเปล่าล่ะ ?" อันนี้น่าสนใจ
ลูคัส บาสเกซ แสดงออกซึ่งทัศนคติอันดีว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไปพวกเราจะทุ่มเทตลอดชีพเพื่อถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก แล้วก็ ลา ลีกามุมมองเช่นนี้นับว่าน่ากล่าวสรรเสริญ แล้วก็เชื่อว่าทั้ง ซีดาน แล้วก็นักฟุตบอลทุกๆคนต่างก็มองดูอย่างเดียวกัน ถ้าแต่ก่อนหน้านี้จะต้องสารภาพกันตรงๆว่า มาดริด กำลังอยู่ในตอนที่ไม่ดีนัก
ภายหลังรันยาวไม่แพ้ใครกันแน่ 40 เกม ก่อนที่จะแพ้สองเกมติด ชนะ มาลาก้า อย่างหืดจับจนตราบเท่าไม่เข้ารอบโกขว้างฯ ผลงานตรงนี้สะท้อนให้มีความเห็นว่ากลุ่มกำลังประสบปัญหาอยู่ไม่น้อย
ปัญหาแรกก็เป็นเรื่องของอาการบาดเจ็บ ที่ในช่วงเวลานั้นมีร่วม 7 ราย จุดนี้คงจะเป็นเรื่องยากที่จะควบคุม เนื่องจากว่ามันเป็นเรื่องราวที่ไม่บางทีอาจคาดคะเนล่วงหน้าได้ปัญหาที่สองเป็นภาวะความฟิต เมื่อตัวเจ็บมากมาย ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จำเป็นต้องใช้งานผู้เล่นหน้าเดิมๆลงไปในสนามติดๆกันกระนั้นอีกมุมนึง ก็ถือเป็นการรับรองกึ๋นของผู้เป็นแม่ทัพใหญ่อย่าง ซีดาน ว่าจะเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ที่ยากลำเค็ญนี้เช่นไรเกมกับ เซลต้า ที่ บาไลดอส นั้น เรอัล มาดริด ที่จะต้องสลับตำแหน่งกันยุ่ง แสดงให้เห็นสัญญาณในแง่บวก แล้วก็ลบ

แง่บวกก็คือสปิริตกลุ่มเริ่มกลับมาแล้ว ขณะที่โดนนำ 1-2 พวกเขาเพียรพยายามอย่างหนักเพื่อกลับมาถึงแม้ว่าเวลาใกล้จะหมด จังหวะไม่เข้ารอบเกือบจะ 90%
แต่แง่ลบก็มีเช่นกัน ดังเช่นว่า เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่ แสดงให้เห็นเลยว่าเขาไม่เหมาะสมกับตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ ฟอร์มการเล่นในตำแหน่งใหม่ของมิดฟิลด์บราสิมันถือเป็นส่วนนึงที่ทำให้กลุ่มทำไม่ได้ตามเป้า ส่วน ดานีโล่ ก็อย่างที่มองเห็นกันอยู่ว่าเว้นแต่โชคร้ายแล้ว ระดับฝีเท้าของเขายังมุ่งหวังได้ตรากตรำ ดังนั้นถ้าหน้าแข้งตัวหลักในแนวรับยังกลับมาไม่เต็มดูด ซีดาน จะทำเช่นไร ?
การปรับปรุงแก้ไขกลุ่มในเหตุการณ์ฉุกเฉิน ยังนับว่าทำได้แค่ในระดับนึง ไม่ถึงกับดี แต่พอภาพความเป็นนักสู้มันออกมาออกจะแน่ชัด กลุ่มเลยไม่โดนดุด่าอีกปัญหาที่แน่ชัดของ มาดริด ยามนี้ก็คือฟอร์มของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้
แม้เกมกับ เซลต้า บีหรูหรา เจ้าของบัลลงดอร์ 4 สมัยจะซัดฟรีคิกสุดงามได้ แต่ถ้าประเมินที่ฟอร์มโดยรวม นับว่ายังน่าห่วงอยู่
โรนัลโด้ ยังกลับมาเป็นคนเดิมไม่ได้ ซึ่งตราบเท่าที่ยังเป็นเช่นนี้ มาดริด ก็จะตรากตรำ ตรงนี้ก็ถือเป็นอีกโจทย์นึงที่ ซีดาน จำเป็นต้องทำให้ CR7 กลับไปสู่ฟอร์มเดิมให้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด
ครับผม อย่างที่บอกไปครับผมว่าแฟนคลับ ไม่ได้กำหนดเป้าหมายไว้สูงนักกับ โกขว้าง เดล เรย์ ซึ่งในห้วงช่วงเวลาเดียวกันซึ่งนี่ก็แปลว่าพวกเขาหวังไว้สูงมากมายกับ ลา ลีกา แล้วก็ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกมันแสดงว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เรอัล มาดริด ไม่เหลือช่องว่างให้กับความบกพร่องแล้ว
กับลา ลีกา เหตุการณ์ยังโอเคอยู่ กลุ่มยังนำเป็นผู้นำฝูง แถมยังแข่งน้อยกว่า 1 นัด ถ้าชนะ เรอัล โซเซียดาด ในสุดสัปดาห์นี้ที่ เบร์ท้องนาเบว ได้ ทุกสิ่งคงจะกลับมาเข้าที่เข้าทางอีกทีแต่ถ้าหากหลุดเสมอหรือพลิกล็อกแพ้ค้างถิ่นขึ้นมา งานนี้บอกได้เต็มปากครับผมว่า "ยับแน่ๆ"
มันบางทีอาจจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลที่ก่อนหน้านี้เคยถูกหวังไว้อย่างงดงามอย่างช่วยไม่ได้ แล้วก็บางทีอาจจะก่อให้เกิดผลเสียไปถึงความเชื่อมั่นที่กลุ่มเพียรพยายามเรียกกลับมา

18 สกอร์ที่หายไปของ เป็ด

แล้วสิ่งที่ชาวหงส์หวาดผวาก็ยังคงเกาะกัดความรู้สึก ทีมที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ''แชมเปี้ยน'' ในกลุ่มท็อปเซเว่นโดยไม่เคยแพ้เลย ก็ยังมักจะต้องตกอยู่ใต้เครื่องหมายคำถามว่าเพราะเหตุใดถึงเร่งสปีดไม่ขึ้นประจำยามปะทะทีมกลุ่มด้านล่างของตาราง มันไม่ใช่คราวแรก ครั้งสอง ครั้งสาม แต่ว่ามันบ่อยมากมากๆมีเสียงโห่เล็กๆถึง จอร์แดน ไอบ์ (What?) มีเสียงสดุดีถึง ดิว็อค โอริกี้ โดยพลันที่พุ่งชนจ่อๆให้ลิเวอร์พูลแซงนำ มีเสียงพร่ำบ่นหนักแน่นถึงแท็กติกของ พบร คล็อปป์ อีกครา ซึ่งจัดได้ว่าเป็นเหตุผลสำคัญเลยที่ทำให้เกมลงเอยด้วยการเสมอ โยนชัยชนะทิ้งที่แอนฟิลด์
''คูตินโญ่เจ็บป่วยตอนพักครึ่ง ผมเลยจะต้องเปลี่ยนออก มันเกิดเรื่องที่จำต้องทำ'' ชายผู้สวมแว่นทรงกลมตอบปัญหา ถึงกระนั้นก็ยังมีคนไม่รู้เรื่องว่าเพราะเหตุใดจะต้อง โฌแอล มาติป เพราะเหตุใดจะต้องปรับมาตึงเกมรับด้วยสามเซนเตอร์ฮาล์ฟ เพราะเหตุใดไม่ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ไม่ เบน วู้ดเบิร์น หรือ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ นี่บอร์นมัธ ไม่ใช่บาร์เซโลน่า…
''โอเค ผมเพียงแค่เห็นว่าบอร์นมัธมีกองหน้าสองคนที่มีความเร็ว ช่วงเวลาที่ แดเนียล (สเตอร์ริดจ์) เพิ่งจะหายมาคงยังไม่เหมาะกับเกมจำพวกนี้ ผมเลยเลือกแท็กติกอย่างนั้น'' ฟังแล้ว ตกผลึกเช่นกันมั้ย
1. การที่เปลี่ยนมาใช้หลังสามด้วยการถอดนักเตะที่ฝากความปรารถนาได้มากสุดออกตั้งแต่นาที 65 ซึ่งเวลาที่เหลือขนาดนั้นยังไงก็พกพาการเสี่ยงที่จะเสีย โดยเฉพาะยิ่งเมื่อตรึกตรองจากความเหนียวแน่นของเกมรับลิเวอร์พูลก่อนหน้าที่ผ่านมา
2. หากสเตอร์ริดจ์ไม่เหมาะกับ ''เกมแบบงี้'' ก็ไม่ควรใส่ชื่อเอาไว้ด้วยทุกประการ เพราะเหตุว่ามันเหมือนทำข้อสอบแล้วนึกไม่ออกก็วงเดาๆไป
3. ในเวลาที่โดน 2-2 ถึงด้านหลังเกมทว่าเวลาก็ยังเพียงพอคงเหลือรวมทดเจ็บก็อย่างต่ำ 7 นาที เพราะเหตุใดครับผม เขาถึงคงนิ่งที่จะปรับปรุงแก้ไขสถานการณ์ มีสิ่งใดบันดาลใจให้เชื่อว่าผู้เล่นที่อยู่ในสนามจะสามารถพังประตูลำดับที่สามได้
ซีซั่นนี้เว้นแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดแล้ว สังเวียนของทีมท็อปเซเว่นก็ล้วนทำให้กองเชียร์บอร์นมัธเดินทางกลับบ้านที่ดินแดนใต้ด้วยความชอกช้ำระกำใจมาตลอด แพ้ 4-0 ที่เอติฮัด, 3-1 ที่เอมิเรตส์, 3-0 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ และก็ 6-3 ที่กูดิสัน พาร์ค ฉะนั้นแล้วด้วยประการทั้งปวง ลิเวอร์พูลควรเก็บสามแต้มให้ได้กับ ''เกมแบบงี้'' การบาดเจ็บของ ซาดิโอ มาเน่ ส่งผลกระทบแน่นอนฤดูกาลนี้พวกเขาไม่เคยกำชัยได้เลยยามไม่มีสตาร์คนเก่งทีมชาติเซเนกัล (เสมอ 2 แพ้ 2) ถึงกระนั้นด้วยทรงของเกมอย่างคืนวันพุธ ด้วยความที่ช่วงหลังลงมาเร่งเครื่องจนบดออกนำไปเป็นระเบียบ หากรักษาสกอร์ไม่ได้ ก็จะต้องกระหน่ำเพิ่ม ทว่าสมาพันธ์สีแดงที่เมอร์ซี่ย์ไซด์ทำไม่ได้สักอย่าง อีกอย่างหนึ่งข้อสันนิษฐานว่าทีมของคล็อปป์มักแพ้ทางพวกมาอุด แต่ว่านี่ไม่ใช่ บอร์นมัธภายใต้ผู้ฝึกสอนวัยรุ่น เอ็ดดี้ อาว มาแอนฟิลด์ด้วยการวางระบบ 4-4-2 มี โจชัว คิง กับ เบนิค อโฟเบ้ ยืนหัวหอก พวกเขาอุตสาหะเซตเกมรุกบนพื้นสู้ แม้อาจมีบ้างที่รอคอยฉกความผิดพลาดเข้าโจมตีดั่งอาทิเช่นลูกแรกที่ทำได้ นี่ก็ไม่ใช่หนแรกที่เกิดอะไรแบบงี้
วันเสมอซันเดอร์แลนด์ 2-2 ที่สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ก็ถูกทีเด็ด พบร์เมน เดโฟ นาที 84 ต่อมาเสียทีติดอยู่รังต่อสวอนซี 2-3 ในขณะที่อุตสาห์ฮึดเหมือนกลับมาได้แล้วและก็แน่นอนที่เดอะ ค็อปคงจำฝังใจก็คือเกมแรกที่เยี่ยมบอร์นมัธต้นเดือนธันวาคม คำถามเป็นเพราะเหตุใดคุณถึงเก่งจังกับทีมใหญ่ แต่ว่ามักป้อแป้กับทีมเล็ก???? พวกเขาเอาชนะคู่ปรปักษ์กลุ่มท็อปเซเว่นได้ถึง 7 เกมจาก 12 แต่ว่าทราบมั้ยครับผมว่าสถิติกับการเผชิญหน้าพวก 8 ทีมด้านล่างของตารางลงไปเป็นอย่างไร 21 แต้มจาก 39 แต้มเต็ม หรือ 21 แต้มจาก 13 นัดหมาย ใช้สมองน้อยๆคำนวณพอๆกับว่ามีถึง ''18 คะแนนที่หายไป''ฤดูกาลนี้แพ้มาหมดแล้วตั้งแต่เบิร์นลี่ย์, บอร์นมัธ, สวอนซี, ฮัลล์ จนถึงเลสเตอร์ สิตี้ หากเพียงพอพบเชลซี, ท็อตแน่ม, แมนฯ ซิตี้, อาร์เซนอล, แมนฯ ยูไนเต็ด จนถึงสหายข้างสวน เอฟเวอร์ตัน แทบยกขันหมากเชิญให้รีบมาพบเลยบอลมักมีอะไรแปลกๆเสมอ คล็อปป์ควรเขยื้อนสายตาดูสเปอร์สซึ่งกำลังบีบคั้นเชลซีไม่ลดละ การที่พวกเขาทุจริตความตายมาได้อย่างเมื่อวันพุธ ตอกย้ำซ้ำเติมว่าเพราะเหตุใดสองปีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ถึงพกพามาตรฐานป้วนเปี้ยนบนหัวตาราง ต่อเข้าข้างซีซั่นก่อนอาจคลอดสะดุดหัวคะมำก็ตาม พวกเขาแพ้ 3 เกมแค่นั้นให้กับลิเวอร์พูล, เชลซีและก็แมนฯ ยูไนเต็ดใช่ครับผม เป็นเรื่องปกติที่ทำความเข้าใจกันได้ ทว่าเมื่อถึงแมตช์ที่จะต้องชนะก็ชนะ แม่ทัพยี่ห้อไก่ของ เมาริสิโอ โปเช็ตติโน่ กวาดไป 32 แต้มจาก 12 เกมยามพบกลุ่ม 8 ทีมข้างล่างของตาราง โดยการทำตกหายไปเพียงแค่ 4 แต้ม… ผมเคยเขียนไปก่อนแล้วว่าถ้าเกิดออกทรงนี้ สู้มีผลงานกลางก็ได้เมื่อพบทีมใหญ่ แล้วแบ่งอะดรีนาลีนพลุ่งพล่านไปใส่กับทีมที่เหลือ มิฉะนั้นก็จะต้องมานั่งปรับทุกข์กัน ด้วยเหตุว่าทีมเล็กมีมากกว่า
รอยต่อมา ซีซั่นนี้พวกเขาเสียประตูจากเซตพีซไป 11 ลูกจากทั้งหมด 39 ? ซึ่งแม้แต่แมนฯ ซิตี้ที่โดนวิจารณ์เรื่องความอ่อนฮวบเกมรับ หรือว่าอาร์เซนอลก็ตาม ยังมีสถิติที่ดีมากยิ่งกว่าด้านนี้ นี่ถือเป็นอีกสิ่งที่ใครก็ช่างมาเจอก็มักจะฝึกซ้อมลูกตั้งเตะมาคอยทำร้าย เพราะเหตุว่าคล็อปป์นิยมให้สมาชิกคุมโซนมากกว่าประกบคน
ก่อนนี้มีการกางเปรียบเทียบผลงานของ เบรนดินแดน ร็อดพบร์ส กับคล็อปป์ ซึ่งก็แทบไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามก็มีคนชูใจความสำคัญว่าศักยภาพของทีมวัดกันตรากตรำ ด้วยเหตุว่ายุคก่อนมีบ่าสองข้างของ หลุยส์ ซัวเรซ ที่แบกภาระทุกสิ่งของทีม มาถึงยุคนี้แบ่งหน้าที่รับผิดชอบกระจายมากกว่ายังไงก็ดี ลิเวอร์พูลเป็นสมาพันธ์ที่ผูกติดการบรรลุผลเสมอมา

พวกเขาอาจไม่เคยไปถึงโทรฟี้พรีเมียร์ลีก แต่ว่าก็ทำได้ใกล้เคียงมา 2-3 คราวตั้งแต่สมัย ราฟา เบนิเตซ มาถึงร็อดพบร์ส ซึ่งถือเป็นทีมที่มีการเสนอต้นแบบกระจ่าง มีผู้เล่นที่ซึ่งพูดได้ว่าเป็นตัวดารานำชายระดับทวีป
คูตินโญ่, ฟีร์มีโน่ และก็มาเน่ ไม่ใช่ไม่เก่ง แต่ว่าเชื่อว่าสาวกหงส์เองก็ย่อมประทับใจกับทีมที่มี เฟร์นานโด ตอร, สตีเว่น พบร์ราร์ด, ชาบี อลอนโซ่, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ เหมือนกับทีมที่นำโดยหัวหอกฟันเหยินเลขลำดับเจ็ด
ซัมเมอร์นี้คล็อปป์ประกาศแล้วว่าซื้อแน่…ผมเอาคำถามเดียวกันนี้คุยกับเดอะ ค็อปก่อนเกมวันพุธ มีอยู่คนพูดน่าตกใจแบบงี้ครับผม ''ผมอยากเห็นทีมซื้อ 6 คน พวกเราจะต้องเปลี่ยนใหม่และก็มีตัวสำรองตอบแทน ผู้เฝ้าประตู เซนเตอร์ฮาล์ฟ แบ็กซ้าย กองกลาง ตัวริมเส้น และก็กองหน้า''
ความเป็นไปได้ที่จะมองเห็นผู้ฝึกสอนที่ลุ่มหลงเพลงเฮฟวี่ทุ่มยกแผง จ่ายหนักๆก็น่ารู้ว่ามีแค่ไหนกัน ต่อมาถ้าเกิดติดตามบทสัมภาษณ์ของเขาตลอดก็น่าจะทายใจจิตใจได้ไม่ยากว่าเขาเองก็ถูกใจต่อทีมที่มีพอสมควร ฉะนั้นแล้วช่องทางที่จะซื้อกี่คน ใช้งบเท่าไรก็คงขึ้นอยู่กับว่าท้ายที่สุดจบอันดับเท่าไรในตาราง
โปรแกรมที่เหลือจากนี้อีก 7 เกม : สโต๊ค, เวสต์บรอมวิช, พาเลซ, วัตฟอร์ด, เซาธ์แฮมป์ตัน, เวสต์แฮม และก็โบโร่
หากเป็นคอนเต้หรือโปเช็ตติโน่ก็คงคลำปาก ทว่านี่เป็น ''ของแสลง'' สำหรับลิเวอร์พูลศักราชนี้ แน่นอนก็ถือเป็นเจ็ดเกมที่จะชี้ขาดผู้ฝึกสอนอย่างคล็อปป์เพราะว่า หลังจากได้คุมเต็มกำลังผ่านมาหนึ่งฤดูกาลควรให้เกรดที่เท่าไรกัน 18 แต้มที่หายไป… จำต้องอุตริฝันน้ำลายเยิ้มว่าเก็บได้หมดเลย เอาเพียงแค่ครึ่งเดียวหลังจากนั้น ด้วยเหตุว่าถ้าเกิดทำได้ปัจจุบันนี้ลิเวอร์พูลจะอยู่ที่สองตามหลังจ่าฝูงเชลซีเพียงแต่ 3 แต้ม